ไม่พบผลการค้นหา
การเมืองไทยกับ ‘การทหาร’ แยกจากกันไม่ออก เมื่อ ‘ทหารนอกราชการ’ ลงสู่สนามการเมืองในวิถีที่แตกต่างกัน เช่น แผงอำนาจ ‘3ป.บูรพาพยัคฆ์’ เข้าสู่อำนาจมาเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นำมาสู่การผลักดันน้องๆ ‘สายบูรพาพยัคฆ์’ ขึ้นมานำทัพ ทบ.

โดยเฉพาะการผลักดันให้ ‘น้อง 2ป.’ ที่มาจากสายทหารเสือฯ

ทั้ง ‘บิ๊กป๊อก’พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

ทว่าการขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้อง ‘ปาดหน้า’ แคนดิเดตคนอื่นๆ ซึ่งก็มีที่เป็น ‘น้องรัก’ ของ พล.อ.ประวิตร ด้วย

ย้อนไป 2 สัปดาห์ก่อน ปรากฏภาพ ‘บิ๊กอ๊อด’ พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 เดินข้าง พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ ในการพบปะชาวบ้านที่ตลาดเป็นการส่วนตัว ซึ่ง พล.อ.คณิต จบ ตท.13 เป็นรุ่นน้อง พล.อ.ประยุทธ์ 1 ปี (ตท.12) และเป็นหนึ่งใน ‘กรรมการ’ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ด้วย

ประวิตร -EAAF-4F1A-9DD1-2F723A4DEC8A.jpeg

ดังนั้นในอดีต พล.อ.คณิต จึงเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ. ที่ต้องชิงกับ พล.อ.ประยุทธ์ เคยเป็น ‘แม่ทัพภาคที่ 1’ และเป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. มาเหมือนกัน แม้ว่า พล.อ.คณิต จะโตมาจากกรมทหารราบที่ 9 (ร.9) แต่กลับ ‘ถูกสกัด’ ไม่ได้ขึ้น 5 เสือ ทบ. ต้องไปนั่ง ‘ประธานที่ปรึกษา ทบ.’ แทน ไม่ได้คุมกำลังรบ

หลุดจากไลน์ขึ้น 5 เสือ ทบ. เป็นเส้นทางสู่แคนดิเดต ผบ.ทบ. 

ว่ากันว่ามาจากการที่ พล.อ.คณิต ขณะเป็น แม่ทัพภาคที่ 1 ที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อการชุมนุม ‘คนเสื้อแดง-นปช.’ ปี 2553 กลับไม่มีความเด็ดขาดต่อผู้ชุมนุม

ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในตำแหน่ง รอง ผบ.ทบ. ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.กลาโหม

แต่สุดท้าย พล.อ.คณิต ก็โดนโยกออกนอก ทบ. ไปเป็น ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เป็นตำแหน่งที่เปิดขึ้นมารองรับ อยู่จนเกษียณฯ

เหตุผลสำคัญมาจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ยาว 4 ปี ต่อจากตนเอง ดังนั้นรพยะเวลา 4 ปี จึง ‘ปาดหน้า’ แคนดิเดตคนอื่นๆ แม้แต่ ‘รุ่นพี่’ เช่น ‘บิ๊กน้อย’พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ตท.11) น้องรัก พล.อ.ประวิตร ด้วยนั่นเอง

ซึ่งทั้ง พล.อ.วิชญ์ และ พล.อ.คณิต ต่างมีความใกล้ชิดกัน ใต้เงา ‘บ้านป่ารอยต่อ’ ที่เป็น ‘ขั้วตรงข้าม’ กับ พล.อ.ประยุทธ์

นอกจากนี้อีก ‘อดีตบิ๊กทหาร’ ที่มาร่วมทีมพรรคพลังประชารัฐ คือ ‘บิ๊กแอ๊ด’พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ พล.อ.ประวิตร ให้ความเคารพในฐานะนายทหารรุ่นพี่ จปร.10 ส่วน พล.อ.ประวิตร จบ จปร.17 ถึงกับใช้คำว่าเป็น “บุญคุณอย่างยิ่ง” ที่ พล.อ.ธรรมรักษ์ มาร่วม พปชร. โดย พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ดูแลภาคอีสาน เพราะ พล.อ.ธรรมรักษ์ มาฐานที่มั่นเดิมอยู่พื้นที่อีสานใต้

พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณอยุธยาS__4227388.jpg

ท่ามกลางกระแสข่าวความไม่ลงรอยกันระหว่าง ‘บิ๊กอี๊ด’พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลภาคอีสาน พปชร. กับ ‘วิรัช รัตนเศรษฐ’ รองหัวหน้าพรรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ดูแลภาคอีสานเหมือนกัน

โดย พล.อ.ธัญญา ดูแลอีสานตอนบน ‘วิรัช’ ดูแลอีสานใต้ แต่ พล.อ.ธัญญา ต้องการส่งคนลง ส.ส.อีสานใต้ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ จึงทำให้ พล.อ.ประวิตร ต้องเชิญ พล.อ.ธรรมรักษ์ เข้ามาช่วยจัดการพื้นที่อีสานใต้ ซึ่งผู้สมัคร ส.ส.อีสานใต้ ก็มีที่ยังเคารพ พล.อ.ธรรมรักษ์ อยู่ หลังมีข่าวว่า ‘วิรัช’ โอนเด็กในสังกัด ที่เป็นผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ ไปอยู่ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ 2 คน 

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ‘พล.อ.ธัญญา-วิรัช’ นั้น พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา เพราะอยู่กันคนละพื้นที่ระหว่างอีสานบน-ใต้ ไม่มีทับกัน ส่วนเรื่องกระแสข่าวผู้สมัคร ส.ส. เด็กในสังกัด ‘วิรัช’ ย้ายไปอยู่ รทสช. ท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ได้หวั่นไหว

“ก็ไปสิ ไม่ได้ว่าอะไรเลย ใครอยากไปก็ไป ผมบอกแล้ว เพราะของผมที่มา มีตั้ง 500 คน จึงทับกันไปมาอยู่แล้ว อย่างนี้เรียกว่า ทับกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

แน่นอนว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ ถือเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ และเป็นเสมือน ‘นายเก่า’ เพราะเคยช่วย พล.อ.ประวิตร ช่วงตกต่ำในชีวิตราชการ ทบ. เพราะหลุดไลน์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ไปแล้ว

หลังถูก ‘บิ๊กแอ้ด’พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผบ.ทบ. ในขณะนั้น จับย้ายเข้ากรุ ทบ. ไม่ได้คุมกำลังรบ เหตุเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ได้ลาราชการ หลัง พล.อ.ประวิตร กับเพื่อน ตท.6 ไปตีกอล์ฟที่ประเทศจีน ซึ่งในครั้งนั้นมี ‘บิ๊กกี่’พล.อ.นพดล อินทปัญญา เพื่อน ตท.6 ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.พล.1 รอ. ร่วมเดินทางไปด้วย 

นพดล อินทปัญญา A5B17804EE392F766.14082511.jpg

(พล.อ.นพดล อินทปัญญา ตท.รุ่นที่ 6 เพื่อน พล.อ.ประวิตร)

ต่อมาในการจัดโผโยกย้ายนายพล ทำให้ พล.อ.นพดล ถูกโยกเข้ากรุ ทบ. ไปเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. ส่วน พล.อ.ประวิตร ถูกเด้งเข้ากรุยาว เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. และ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ ก่อนจะได้กลับเข้าไลน์ ผบ.ทบ. หลักอีกครั้ง ขึ้นเป็น ‘แม่ทัพภาคที่ 1’ ช่วงที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ถูกโยกไปเป็น ผบ.ทหารสูงสุด แทน

ทั้งนี้ พล.อ.ธรรมรักษ์ เป็นหนี่งในคนที่เคยช่วย พล.อ.ประวิตร ได้กลับมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และขึ้นตำแหน่ง 5 เสือ ทบ.

และมีอีกแรงสนับสนุน คือ ‘บิ๊กเหวียง’พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ที่เป็น รมว.กลาโหม ต่อจาก พล.อ.ธรรมรักษ์ ซึ่ง พล.อ.เชษฐา เริ่มชีวิตราชการประจำ ร.1 รอ. ก่อนมาเป็น เสนาธิการ พล.ร.2 รอ. ทำให้ พล.อ.เชษฐา เป็น ‘ลูกผสม’ ระหว่าง ‘วงศ์เทวัญ-บูรพาพยัคฆ์’

สำหรับ พล.อ.ธรรมรักษ์ เคยถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ เพราะเป็น กก.บห.พรรคฯ อยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 จากคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ซึ่งมูลเหตุตามคำร้อง มีการระบุถึง พล.อ.ธรรมรักษ์ ว่ามีพฤติการณ์จ่ายเงินให้กับผู้สมัครพรรคเล็กเพื่อลงสมัคร

ดังนั้นทั้ง ‘2อ.อ๊อด-แอ๊ด’ เป็นทั้ง ‘คู่ปรับ-ขั้วตรงข้าม’ กับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มาเสริมทัพ พล.อ.ประวิตร-พปชร. ทั้งคู่ต่างเป็นอดีตนายทหารที่คุมกองทัพมาก่อน

เป็นภาพสะท้อนว่า พล.อ.ประวิตร มีความเหนือกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในแง่คอนเนกชั่น ‘การเมือง-การทหาร’

จุดนี้เองทำให้ พล.อ.ประวิตร เดินเกมการเมืองได้ ‘เหนือเมฆ’ กว่า ที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สะเทือนไม่น้อย ในวันที่ทั้งคู่ ‘แยกพรรค’ สู้กันเต็มสูบ ใครดีใครได้ หากให้ได้ ส.ส. มากกว่าก็เป็น นายกฯ ไป