ไม่พบผลการค้นหา
'สุริยะ' รมว.เกษตรฯ นำ 'วัชระพล-ปิยะรัฐชย์' 2 รมช.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด 'เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย' เดินหน้าสานต่อความยั่งยืนสู่เกษตรกรไทย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงาน 99 วัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รมว.สุริยะ กล่าวว่า วันนี้ภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ได้แก่

1) ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ในปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า จะส่งผลทำให้บางพื้นที่แล้ง ในขณะที่บางพื้นที่กลับน้ำท่วมจนพืชผลเสียหาย รวมถึงความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่

2) ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายชนิดตกต่ำ อาทิ ข้าวที่ราคาขายตกต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตยังสูง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

3) การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากต่างประเทศที่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร บั่นทอนความเชื่อมั่นของสินค้าเกษตรไทย

4) การกีดกันทางการค้า

ในตลาดโลกที่เข้มงวดขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ CBAM หรือ EUDR ของสหภาพยุโรป และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งโจทย์ทั้ง 4 ข้อนี้ ล้วนเป็นแรงกดดันที่ซ้ำเติมปัญหาเดิมของเกษตรกรไทยที่สะสมมานาน ดังนั้น ตลอด 99 วันที่ผ่านมา เราจึงขับเคลื่อนการทำงานทั้งระบบ เพื่อวางรากฐานในระยะยาว ผ่าน 5 ผลงานสำคัญ ดังนี้ 

เรื่องที่ 1 ยกระดับข้าวไทย ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ข้าวและชาวนา 15 ล้านคน คือ หัวใจหลักของภาคการเกษตรของไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เพื่อยกระดับการแข่งขันและความยั่งยืนของข้าวไทย โดยเร่งให้กรมการข้าวส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ที่ผลผลิตสูง ระยะเก็บเกี่ยวสั้น ให้ชาวนานำไปปลูก ควบคู่กับการส่งเสริมวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก

วันนี้ เรานำร่องข้าวคาร์บอนต่ำแล้ว 25 จังหวัด พื้นที่รวม 100,000 ไร่ ผลลัพธ์พบว่า ต้นทุนการผลิตลดลง 24% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10% และเราตั้งเป้าขยายพื้นที่เป็น 500,000 ไร่ ภายในปี 2570 นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของโครงการข้าวแต่คือการพิสูจน์ว่า นวัตกรรมสามารถเพิ่มทั้งรายได้ ลดการใช้น้ำ และสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรไทยไปพร้อมกัน

เรื่องที่ 2 บริหารน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทย สำหรับเกษตรกร น้ำคือชีวิต กระทรวงเกษตรฯ จึงไม่รอให้เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมแล้วค่อยแก้ไข แต่วางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดี คือการทำให้น้ำไปถึงเกษตรกรในเวลาที่จำเป็นที่สุด

เมื่อระบบน้ำมั่นคง ความเสี่ยงก็ลดลง การผลิตเดินหน้าได้ และรายได้ของเกษตรกรก็มั่นคงขึ้นตามไปด้วย

ในภาพรวมทั้งประเทศ ผมได้มีนโยบายให้กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการทำงานร่วมกัน ในการวางระบบชลประทาน ขุดบ่อน้ำชุมชนเชื่อมโยงแปลงนาของเกษตรกร และเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ครอบคลุมทุกภูมิภาค ช่วยบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรได้กว่า 59 จังหวัด ผลจากการวางระบบอย่างจริงจังนี้ ช่วยบรรเทาอุทกภัย และสร้างความมั่นคงให้พื้นที่เกษตรรวมกว่า 2.5 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 220,000 ไร่ และมีพี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรงกว่า 124,000 ครัวเรือน 

เรื่องที่น่าสนใจของกรมฝนหลวงฯ คือ การใช้นวัตกรรมพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในพื้นที่ภูเขาที่เครื่องบินเข้าถึงยาก หรือวันที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ช่วยเสริมการทำงานจากภาคพื้นดินให้เชื่อมต่อกับภารกิจบนท้องฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากกล่าวถึง คือ เหตุอุทกภัยที่หาดใหญ่ตั้งแต่ปลายปีก่อน ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำเรื่องของบกลาง เพื่อบูรณะคลอง ร.1 แต่ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการรอการอนุมัติ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีและผมลงพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อติดตามสถานการณ์ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอนุมัติงบกลางและกำชับให้โครงการแล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน เพราะผมเข้าใจดีว่าทุกครั้งที่น้ำท่วม สิ่งที่สูญเสียไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่คือ ผลผลิตความหวังและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชน

เรื่องที่ 3 ตลาดนำการผลิต เพราะเราเชื่อว่าผลิตได้ดีอย่างเดียว ยังไม่พอ เกษตรกรต้องได้รับราคาที่เป็นธรรมด้วย เราจึงต้องปกป้องตลาดในประเทศและเปิดประตูสู่ตลาดโลก ด้านการปกป้องตลาดในประเทศ เราจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ หรือ ศพร. บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ตรวจเข้มด่านชายแดนและห้องเย็นทั่วประเทศ ดำเนินคดีสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี ยึดของ อาทิ เนื้อสัตว์แช่แข็ง ที่ลักลอบนำเข้ากว่า 26 ตัน มูลค่ารวมกว่า 11 ล้านบาท ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและปกป้องเกษตรกรไทย ไม่ให้เสียเปรียบสินค้าผิดกฎหมาย

โดยผลงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม คือ การควบคุมคุณภาพทุเรียนสด เพียงครึ่งปี 2569 มีมูลค่าการส่งออกแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 150,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า หากเราควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยมูลค่าสูงได้ดี จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ให้ประเทศได้อย่างมหาศาล

'ผมได้สนับสนุนกระทรวงดำเนินการเชิงรุกโดยการเปิดและขยายตลาดผลไม้สดไทย ในหลายประเทศอย่างจริงจัง เช่น ส้มโอสดทั้งผลไปนิวซีแลนด์ อินทผลัมสดไปเวียดนาม มังคุดสดไปไต้หวัน ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและทับทิมสยามไปญี่ปุ่น รวมถึงสละสดและอินทผลัมสดไปจีน' รมว.สุริยะ กล่าว

อีกตัวอย่างของการทำงานเชิงรุก คือกรณีที่มาเลเซียประกาศระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ชั่วคราว ซึ่งผมได้เดินทางไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียด้วยตนเอง ตั้งเป้าให้การส่งออกกุ้งไทยกลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วัน 

อีกหนึ่งเรื่องที่เรากำลังเร่งวางแผนรับมือคือปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยกระทรวงเกษตรฯ เตรียมแผนผลิตและกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคให้ได้ประมาณ 5 ล้านลำ ในปี 2569

เรื่องที่ 4 ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ ยกระดับบริการและคุณภาพ ผมได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าลดขั้นตอนของภาครัฐ มุ่งสู่การเกษตรแม่นยำเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้น้ำและปุ๋ยได้เหมาะสมกับสภาพดิน อากาศ และสถานที่จริง และสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวคอยแนะนำวิธีที่ถูกต้องได้ตลอดเวลา ควบคู่กันนี้ เราแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัยไปแล้วถึง 9 ฉบับ และปรับปรุงระบบอนุมัติ อนุญาต จากเดิมบางประเภทใช้เวลานานถึง 14 วัน เหลือเพียง 1 วันเท่านั้น เราเชื่อว่าหน้าที่ของกระทรวงฯ คือ ช่วยเกษตรกรให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

เรื่องที่ 5 คืนสิทธิ์ คืนโอกาส คืนความมั่นคง ด้านที่ดินทำกิน เราเร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยเสนอให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรใช้ที่ดินประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้อย่างแท้จริง ด้านหนี้สินเกษตรกร เราบูรณาการกับ ธ.ก.ส. และกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แก้ไขและพักหนี้ให้เกษตรกรแล้ว 8,858 ราย วงเงินรวม 940 ล้านบาท พร้อมลดมูลหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์เพื่อการเกษตรลงได้อีกกว่า 9,300 ล้านบาท

“ผมเชื่อมั่นเสมอว่า ความมั่นคงทางอาหารของโลก ต้องเริ่มต้นจากความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรไทย เพราะเมื่อเกษตรอยู่ได้ประเทศไทยก็จะมั่นคงและประชาชนทุกคนก็จะมีความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน 99 วันที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง จากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน” รมว.สุริยะ กล่าว 

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 99 วันที่ผ่านมาได้ฟื้นฟูทรัพยากรและยกระดับประมงไทย โดยการเติมชีวิตกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ด้วยการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไปแล้วเกือบ 300 ล้านตัว และตั้งเป้าดำเนินการต่อเนื่องอีก 200 ล้านตัว เพื่อให้ชาวบ้านมีอาหารและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากทรัพยากรที่เราร่วมกันฟื้นฟู

ด้านการสืบสานภูมิปัญญา ยกระดับผ้าไหมไทย ได้ผลักดันให้กรมหม่อนไหมจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม อุตสาหกรรมต้นแบบของเกษตรกร ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกหม่อนแล้ว 62,247 ไร่ และขยายองค์ความรู้สู่เกษตรกรจำนวน 6,615 ราย เพื่อยกระดับการผลิตให้มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงสร้างคุณค่าให้ผ้าไหมไทยก้าวสู่ตลาดโลก มูลค่ารวมสูงถึง 811 ล้านบาท

โดยสิ่งสำคัญคือเกษตรกรต้องมีที่ดินทำกิน จึงได้เร่งเดินหน้ามอบ “เอกสารสิทธิเพื่อการเกษตร” ส่งมอบโฉนดเพื่อการเกษตรไปแล้ว 137,401 แปลง และภายในปี 2570 ตั้งเป้าส่งมอบให้ครบ 200,000 แปลง

อย่างไรก็ตาม ด้านการตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญจึงมอบนโยบายให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เดินหน้าตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงแหล่งรับซื้อและระบายผลผลิตของพี่น้องเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนผลผลิตของเกษตรกรให้เป็นรายได้ที่จับต้องได้ โดย อ.ต.ก. ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางการตลาด และศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การตลาดสมัยใหม่ รวมถึง การผลักดันให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) นำผลงานวิจัยไปต่อยอด และขยายผลสู่เกษตรกรแล้วกว่า 37 โครงการ

นอกจากนี้ ได้ผลักดันจนคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงิน หมุนเวียนรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสหกรณ์ 44 แห่ง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 5,100 รายทั่วประเทศ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กำหนดแนวทางการทำงานที่เน้น “ลงพื้นที่จริง รับฟังปัญหาจริง และติดตามผลจริง” โดยไม่รอรายงานจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ลงไปพบเกษตรกรและหน่วยงานในพื้นที่ด้วยตนเอง โดยเห็นผลเป็นรูปธรรมทั้ง 5 ด้านตามนโยบาย ดังนี้

1) การพัฒนาปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณร้อยละ 30 มีเกษตรกรกว่า 22,720 ราย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจริง

2) การยกระดับระบบบริการและการบริหารจัดการภาครัฐ ได้ปรับแนวทางการทำงานให้เป็นเชิงรุกมากยิ่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจและบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน

3) การยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและการสร้างมูลค่าเพิ่ม มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว 2.56 ล้านไร่ และเกษตรกรได้รับการรับรองกว่า 308,000 ราย

4) การคืนสิทธิ์ คืนโอกาส และคืนความมั่นคงให้เกษตรกร ด้วยนวัตกรรม “แผนที่ดินรายแปลง (Map4All)”ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ซึ่งได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards 2026 จากองค์การสหประชาชาติ ถือเป็นผลงานที่สะท้อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูงจนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และได้ขยายผลช่วยประชาชนบนพื้นที่สูงกว่า 39,553 ครัวเรือน พร้อมกันนี้ ได้จัดสรรสิทธิในที่ดินของนิคมสหกรณ์ให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ไปแล้วมากกว่า 900 ราย รวมพื้นที่กว่า 7,143 ไร่ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์กว่า 58,000 ราย ซึ่งสามารถลดหนี้ได้รวม 9,325 ล้านบาท

5) การขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและ Smart Farmer โดยกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ Farmbook Application ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลผ่านระบบแล้วกว่า 3.2 ล้านครัวเรือน ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวกรวดเร็ว และทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับการวางแผนนโยบายการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างแม่นยำ

พร้อมกันนี้ยังได้พัฒนา DOAE CamApplication สำหรับบันทึกข้อมูลและภาพถ่ายกิจกรรมการเกษตร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ซึ่งมียอดดาวน์โหลดสะสมแล้วกว่า 101,000 ครั้ง รวมทั้ง ส่งเสริมการเกษตรพัฒนาและรับรองคุณสมบัติ Smart Farmer และ Young Smart Farmer รวมแล้ว 9,746 ราย แบ่งเป็น Smart Farmer 8,116 ราย และ Young Smart Farmer 1,630 ราย โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ Smart Farmer มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 98,715 บาทต่อปี เป็น 111,892 บาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.35 ขณะที่ Young Smart Farmer มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 125,317 บาทต่อปี เป็น 153,417 บาทต่อปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.42 ส่งผลให้เกษตรกรทั้งสองกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 18.42

ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์