วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ถึงความคืบหน้าการยกระดับมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยของสถานประกอบการภายหลังเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวว่า กรุงเทพมหานครได้ทบทวนมาตรการและหารือร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมปรับปรุงแนวทางการตรวจสอบ โดยพัฒนาเช็กลิสต์มาตรฐานด้านความปลอดภัย 17 ข้อ และใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ควบคู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการทั่วกรุงเทพมหานคร
● ผลตรวจ 3 วัน พบผ่านเกณฑ์ 217 แห่ง สั่งปิดแล้ว 56 แห่ง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบจำนวน 1,091 แห่ง โดยในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 824 แห่ง พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 217 แห่ง สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 551 แห่ง และมีคำสั่งให้ระงับการเปิดให้บริการชั่วคราว 56 แห่ง เนื่องจากพบข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย โดยกรณีที่ข้อบกพร่องไม่ร้ายแรง กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับปรุงแก้ไขก่อนเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่หากพบความเสี่ยงร้ายแรงจะสั่งปิดทันที
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตลอด 2 เดือนนี้ พร้อมเข้าตรวจซ้ำ รวมถึงกำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำเอกสารรับรองจากวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยการสังเกต เช่น ระบบไฟฟ้าภายในอาคาร และวัสดุฉนวนหรือวัสดุกันเสียง เพื่อยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
● เรียกผู้ประกอบการทำความเข้าใจเช็กลิสต์ใหม่ พร้อมขยายตรวจสถานมหรสพ
สำหรับภายหลังเปิดให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านระบบ Traffy Fondue มีประชาชนแจ้งข้อมูลเข้ามาแล้ว 27 เรื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้ กรุงเทพมหานครจะเชิญผู้ประกอบการทั้งหมดเข้ารับฟังแนวทางการใช้เช็กลิสต์มาตรฐาน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ
นอกจากนี้ การตรวจสอบจะไม่จำกัดเฉพาะสถานบริการหรือสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการเท่านั้น แต่จะครอบคลุมอาคารที่เข้าข่ายเป็นอาคารชุมนุมคนหรือโรงมหรสพตามกฎหมาย ซึ่งมีประมาณ 14,000 แห่ง รวมถึงสนามมวย โดยจะตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบอาคาร เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งจะมีการตรวจสอบประจำปีและการตรวจสอบใหญ่ทุก 5 ปี โดยผู้ตรวจสอบอาคารอิสระ
● ขีดกรอบ "กรรมการสอบข้อเท็จจริง เพลิงไหม้-พ่อทิพย์" 30 วัน
ในส่วนของการสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุเพลิงไหม้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ผู้อำนวยการเขตจตุจักรเข้าช่วยราชการตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใสและไม่กระทบต่อการปฏิบัติงาน พร้อมได้แต่งตั้งคณะกรรมการสำหรับกรณีเหตุเพลิงไหม้ในภาพรวม (ไม่เฉพาะกรณีลาดพร้าว)
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่า การให้ผู้อำนวยการเขตจตุจักรเข้าช่วยราชการ เป็นไปเพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินไปอย่างเต็มที่ โดยยังไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำความผิด เนื่องจากผลการสอบยังไม่แล้วเสร็จ ยืนยันว่าหากพบเจ้าหน้าที่กระทำผิดจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด
ในส่วนของกรณีทุจริตการแจ้งเกิด หรือ "พ่อทิพย์-แม่ทิพย์" ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยความคืบหน้าภายหลังตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่า มีเจ้าหน้าที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว ล่าสุดได้ให้ออกจากราชการไว้แล้ว พร้อมย้ำว่า ต้องทำให้จริงจังและทำตามระเบียบที่มีอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการสอบข้อเท็จจริงจากส่วนกลาง ซึ่งมีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการ
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครมีวิธีการปฏิบัติที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงแรกอาจมีความหละหลวม เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตไว้ใจโรงพยาบาล ปัจจุบันนี้เรารู้รูปแบบขบวนการแล้ว บางเขตจึงมีวิธีการกดบัตรคิว เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่บริการคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่บางเขตยังมีการให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนเดียว ได้สั่งการและให้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการทุจริตต่อเนื่องหรือไม่ รวมทั้งได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบอย่างเอาจริงเอาจัง
ทั้งนี้ ในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2 ชุดดังกล่าว ได้กำหนดกรอบเวลาการสอบสวนเบื้องต้น 30 วัน หากจำเป็นสามารถขยายเวลาได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับโครงการลู่วิ่ง ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงเร่งรัดเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบให้เป็นไปอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยกรุงเทพมหานครจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังและเป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
● ย้ำรางวัลต้านทุจริตเป็นของบุคลากร กทม. ทุกคน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงกรณีได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 ว่า รางวัลดังกล่าวไม่ใช่รางวัลของตนเองคนเดียว แต่เป็นรางวัลของข้าราชการ ลูกจ้าง และบุคลากรกรุงเทพมหานครทุกคน ที่ร่วมกันทำงานด้วยความโปร่งใสและจริงจังในการต่อต้านการทุจริต พร้อมขอบคุณมูลนิธิต่อต้านการทุจริตที่ให้เกียรติกรุงเทพมหานคร และยืนยันว่าจะเดินหน้ายกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีงานสำคัญที่ต้องเดินหน้าต่ออีกมาก