มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย X @AmbPoohMaris วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2568) โดยระบุว่า
'ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วันนี้ผมมีความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่กำลังลุกลามและมีความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างชัดเจน'
จากรายงานของกองทัพบก เราเห็นพฤติกรรม รื้อรั้วลวดหนาม–ลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย ซึ่งเป็น เขตอธิปไตยของไทยโดยสมบูรณ์ และนำไปสู่การบาดเจ็บของทหารไทยถึง 4 นาย
แต่สิ่งที่น่าห่วงไปกว่านั้นคือ แถลงการณ์ล่าสุดของ นายฮุน มาแน็ต ที่ บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาไทยว่า “ยิงก่อน” และถึงขั้นกล่าวอ้างว่าไทย “วางทุ่นระเบิดทำร้ายทหารตัวเอง” เพื่อสร้างสถานการณ์ พร้อมเร่งเดินเกมฟ้องร้องไทยในทุกเวที ไม่ว่าจะเป็น UN หรืออาเซียน
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็น การละเมิดปฏิญญาสันติภาพไทย–กัมพูชา และ อนุสัญญาออตตาวา เท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายาม เปลี่ยนสถานะผู้ละเมิดให้กลายเป็นผู้ถูกกระทำ บนเวทีโลก
และที่น่าห่วงกังวลมากขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีฯ เยี่ยมนายทหารที่บาดเจ็บ และให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว ปฏิเสธที่จะรับฟังและไม่ต้องการหารือกับมิตรประเทศใดๆ ท้าทายประเทศมหาอำนาจโดยไม่มีความจำเป็น เสี่ยงทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ขณะที่กัมพูชาได้เล่นเกมส์รุกสร้างข่าวที่บิดเบือนฟ้องร้องประชาคมโลกว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายรุกรานก่อนในทุกๆ เวที
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำอย่างเร่งด่วน
1) ประณามการละเมิดอธิปไตยไทยอย่างเป็นทางการ
ไทยต้องประกาศจุดยืนให้ชัดว่า กัมพูชาเป็นผู้ละเมิดข้อตกลงสันติภาพ การตอบโต้ของไทยเป็น สิทธิในการป้องกันตัวตามกฎหมายระหว่างประเทศ นี่คือสิ่งที่ต้องทำทันทีเพื่อไม่ให้ความจริงถูกกลบด้วยข้อมูลบิดเบือน
2) เดินหน้า “การทูตเชิงรุก” — ไม่ใช่ปิดประตูใส่โลก โดยไทยต้องรีบ
(1) ประสานมาเลเซียและฟิลิปปินส์ในฐานะอดีต/ว่าที่ประธานอาเซียน
(2) พูดคุยกับสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันและสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพและข้อตกลงหยุดยิง
(3) เร่งชี้แจงต่อ UN อย่างชัดเจนเพื่อสกัดเกมของกัมพูชา และให้ UN มีมติให้ทั้งสองประเทศแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกันเอง โดยใช้กลไกของอาเซียน เหมือนครั้งที่รัฐบาลเพื่อไทยได้รณรงค์จนประสบความสำเร็จไปแล้ว
(4) ใช้เวทีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา โดยเฉพาะการประชุมครั้งที่ 22 ของรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาซึ่งจะมีขึ้นที่นครเจนีวาในเดือนธันวาคม 2568 ชี้แจงความชอบธรรมของไทย
นี่คือการกลับไปสู่ยุทธศาสตร์ที่ ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วจาก “โลกล้อมกดดันไทย” ให้กลายเป็น “โลกล้อมกดดันกัมพูชา” แต่ยุทธศาสตร์นี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อไทย ไม่ปิดกั้นการหารือและชี้แจงกับมิตรประเทศ และไม่ใช้ท่าทีที่ท้าทายกับประเทศมหาอำนาจ
3) ปกป้องชีวิตทหารไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
รัฐบาลควรเร่งจัดหาและร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อ ใช้หุ่นยนต์เก็บกู้ทุ่นระเบิด ใช้ surveillance ตามแนวชายแดน ขอรับการสนับสนุนหน่วยสุนัขค้นหาทุ่นระเบิดจากรัฐภาคีออตตาวา เพื่อให้การทำงานของทหารปลอดภัยที่สุด และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด
4) แก้ต้นตอของปัญหา—ปราบอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกม ความตึงเครียดไทย–กัมพูชาไม่อาจแก้ได้ หากยังมีปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์และเครือข่ายอาชญากรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นตัวหล่อเลี้ยงความขัดแย้ง ไทยต้องแสดงบทบาทนำในการสร้างความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง, อาเซียน และในกรอบขององค์การสหประชาชาติ UNODC เพื่อทำลายวงจรเงินผิดกฎหมายอย่างจริงจัง และช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย ตามแผนที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำไว้และทำสำเร็จมาแล้วบางส่วน
โดยสรุป
(1) ไทยต้องปกป้องอธิปไตยอย่างเด็ดขาด “แต่ต้องทำด้วยวุฒิภาวะทางการทูต” ไม่ใช่ด้วยคำพูดที่สร้างความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
(2) เราอย่าให้กัมพูชาพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ถูกรังแกบนเวทีโลก — เราต้องเปลี่ยนเกมให้กลับไปสู่ ‘โลกล้อมกัมพูชา’ เหมือนที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้ว
(3) รัฐบาลจะต้องไม่ผลักมิตรประเทศให้ออกห่าง และกลับมาใช้พลังของการทูตควบคู่กับการปกป้องชายแดนไทยอย่างมีวุฒิภาวะและเป็นมืออาชีพครับ