ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (12 มกราคม 2569) ว่า เวทีนี้ จัดโดยช่อง 3 ผมขอขอบพระคุณมากที่ให้เกียรติผมเป็นหนึ่งในผู้แสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับแคนดิเดตนายกฯ จากหลายพรรคการเมือง
ผมขออนุญาตสวมหมวกอาจารย์ในฐานะที่ผมคุ้นเคยกับอาชีพนี้มาก่อน ชวนทุกคนมามองภาพอนาคตประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2035 กันครับ
ในวันที่เราอยู่บน “แยกแห่งความหวัง” เราควรเลือกทางไหน? เพื่อให้ประเทศไทยยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าปัจจุบัน เรามีโอกาสเลือกครับ
โจทย์ใหญ่ของเราคือ การพาไทยก้าวให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ "High-Income Nation" หรือประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไปเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ตอนนั้นปัญหาเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่ Local Crisis แต่บริบทโลกวันนี้ต่างไปอย่างสิ้นเชิงครับ
วันนี้เรากำลังเผชิญกับ "Perfect Storm" 3 ลูกใหญ่พร้อมกัน
1. Geopolitics : ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก
2. Technology Disruption : การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว
3. Climate Change : สภาวะโลกร้อนที่กระทบทุกภาคส่วน
คำว่า "รายได้สูง" ในความหมายของผม ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP Per Capita ในกระดาษ แต่ต้องสัมพันธ์กับ "ความสุข" ของคนในประเทศด้วย
ผมจึงขอเสนอโรดแมปยุทธศาสตร์ 9 ด้าน ที่ต้องทำแบบบูรณาการ (Synergy) ดังนี้ครับ
1. ระยะเร่งด่วน: ช่วยคนจมน้ำ & แก้หนี้ (Rescue Mission)
พื้นฐานเรื่อง Exchange Rate หรือ Balance การเงินการคลัง เราต้องดูแลอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รอไม่ได้คือคนตัวเล็กที่กำลังจะจมน้ำ
“หนี้ครัวเรือน” ที่สูงลิ่วทำให้คนขาดสภาพคล่อง หายใจไม่ออก
“ทางแก้” ต้องช่วยดึงเขาขึ้นมาให้หายใจให้ได้ก่อน ด้วยการ "แก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จ" ต้องทำให้จบทีเดียว เพื่อให้เขาสามารถกลับมามีกำลังซื้อ พอคนตัวเล็กจับจ่าย พ่อค้าแม่ค้าก็ขายของได้ ระบบเศรษฐกิจถึงจะหมุนต่อได้
2. อัปเกรด 3 แกนหลัก (Real Sector Transformation)
หลังโควิด โลกเปลี่ยน เราต้องเพิ่มผลิตภาพให้เกิดขึ้นใน 3 ภาคส่วน
“เกษตร” (Agriculture) : เราเข้าสู่สังคมสูงวัย วัยแรงงานลดลง แรงงานคนลดลง เราต้องใช้ Bio-Technology และ Agricultural Machinery (เครื่องจักรกลเกษตร) ที่ผลิตเอง เข้ามาทดแทนและเพิ่มผลผลิต
“อุตสาหกรรม” (Industry) : ภาครัฐต้องไม่อยู่เฉย แต่ต้องสร้างดีมานด์ให้สินค้าของไทยเป็นที่ยอมรับ เพื่อกระตุ้นการผลิตในประเทศ
“บริการและการท่องเที่ยว” (Service & Tourism) : เลิกขายแค่จังหวัดท่องเที่ยวหลักเดี่ยวๆ แต่ต้องทำ Cluster Tourism คือกระจายนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรอง โดยใช้เรื่องเล่าสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้ง Museum และ Local Content ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า "ระหว่างทาง" มีค่าเหมือน "ปลายทาง"
3. โครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ : คมนาคมคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ
“ท่าอากาศยาน” : ขยายสุวรรณภูมิให้เต็มศักยภาพ และต้องมี New Node อย่าง "สนามบินอันดามัน" (เชื่อมภูเก็ต-พังงา-กระบี่) และ "สนามบินล้านนา" (เชียงใหม่-ลำพูน) เพื่อรองรับ Traffic ระดับโลก
“ระบบการเดินทางที่ทุกคนเข้าถึงได้” : ในกรุงเทพฯ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องเกิด โดยรัฐต้องเจรจารวมสัมปทานเพื่อบริหารจัดการใหม่ แต่ที่สำคัญคือระบบ Feeder 10 บาท (รถเมล์ EV, สองแถวมาตรฐาน) เชื่อมต่อจากหน้าบ้านไปสู่สถานี
“ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมไทย-เชื่อมโลก” : รถไฟทางคู่ทั่วประเทศต้องเชื่อมโยง เหนือ-ใต้-ออก-ตก และสานต่อ High-Speed Train เชื่อม จีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย ให้ไทยเป็น Logistics Hub ของภูมิภาค
“Global Gateway” : ใช้ Soft Power ผ่านร้านอาหารไทยและซูเปอร์มาร์เก็ตไทยในต่างแดน ให้เป็นโชว์รูมขายสินค้าไทยและดึงดูดคนกลับมาเที่ยวเมืองไทย
4. New Growth Engine : สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
วันนี้เรากินบุญเก่าไม่ได้แล้วครับ เราต้องสร้าง S-Curve ใหม่ โดยเน้นจุดแข็งเรื่อง Health & Wellness
Medical Hub : ดึงดูดชาวต่างชาติมารักษาและพักฟื้นระยะยาว (Wellness/Long-stay)
Food to Medicine : ยกระดับสมุนไพรไทย เปลี่ยนจาก Food Security ธรรมดา ให้เป็น "Food and Nutrition Security" กินอาหารให้เป็นยา
Deep Tech : ลงทุนใน Genomics และ Synthetic Biology (ชีววิทยาสังเคราะห์) เพื่อรองรับเทรนด์ Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ)
Medical Devices : ผลิตเครื่องมือแพทย์เอง โดยเฉพาะชุดตรวจโรคเขตร้อน (Tropical Diseases) ที่เรามีความเชี่ยวชาญและเข้าใจโรคดีกว่าตะวันตก
5. Innovation Ecosystem : สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม
ปัญหาคลาสสิกคือ "ไทยมีงานวิจัยดี แต่ขึ้นห้างไม่ได้" เราต้องแก้ที่ Mechanism ครับ
Funding : ลำพังเงินกู้แบงก์ไม่ตอบโจทย์ Startup เราต้องมี Angel Fund และดึงดูด VC (Venture Capital) ระดับโลกเข้ามา
Infrastructure : มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาท มีโรงงานต้นแบบ GMP Facility และศูนย์ทดสอบระดับ Pre-clinical (ทดสอบในสัตว์) เพื่อให้ไทยเป็น Center of Testing ของภูมิภาค สิ่งนี้จะดึงดูดการลงทุนมหาศาล
Global Supply Chain : เชื่อมโยงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง Semiconductor (Logic, Memory, Sensors), EV และ AI ให้ไทยเข้าไปเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก
6. Trust & Rule of Law (ความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล) นักลงทุนจะมาหรือไม่ อยู่ที่ความเชื่อมั่นครับ
Security สร้างความมั่นคง 4 ด้าน : อาหาร, ไซเบอร์, การเมือง, และสิ่งแวดล้อม (มุ่งสู่ Net Zero 2050)
Digital Government : ปราบคอร์รัปชันด้วยเทคโนโลยี รวม Big Data ภาครัฐ สร้าง Single ID และ Digital Wallet ที่โปร่งใส
One Stop Service : การขอใบอนุญาตต้องอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อลดการใช้ "ดุลยพินิจ" ของเจ้าหน้าที่ เมื่อดุลยพินิจลดลง การทุจริตก็ลดลง ความเท่าเทียมในการแข่งขันจึงจะเกิด
7. Human Capital & Social Care คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดครับ
Education : สร้าง World Class University ที่เน้น Research to Innovation และกระจายโอกาสด้วยโรงเรียนคุณภาพประจำจังหวัด (โรงเรียน Champion) ลดการกระจุกตัวใน กทม.
Healthcare : ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพไร้รอยต่อ
Welfare : ดูแลกลุ่มเปราะบางแบบ Targeted (มุ่งเป้า) โดยใช้ Data ที่แม่นยำ เพื่อให้งบประมาณลงไปถึงคนที่เดือดร้อนจริงๆ
8. Water Management System (จัดการน้ำทั้งระบบ)
เรื่องน้ำต้องแก้ด้วย Engineering และ Data ครับ
ต้นน้ำ : ฟื้นฟูและรักษาป่าต้นน้ำ
กลางน้ำ : สร้าง Floodway (ชัยนาท-อยุธยา) และแก้มลิงรับน้ำ
ปลายน้ำ: จัดการน้ำทะเลหนุนและฟื้นฟูประมง โดยใช้เทคโนโลยี Digital Twin of Ocean และดาวเทียม SAR เพื่อจำลองสถานการณ์และคาดการณ์ภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ
9. Synergy เพื่อประเทศไทย เพราะนี่คือภารกิจของ “ทุกคน”
สุดท้ายครับ การจะ "Re-engineer" ประเทศไทย เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ไม่ใช่ภารกิจของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งครับ แต่เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องร่วมมือช่วยกันเพื่อประเทศไทยของเราครับ
ทั้งหมดนี้เป็นการ "ยกเครื่องประเทศไทย" ที่ “เพื่อไทยทำได้“