ไม่พบผลการค้นหา
'จาตุรนต์' พรรคเพื่อไทย อภิปรายงบฯ 70 ย้ำ ต้องกล้าจัดงบ ให้ตรงกับอนาคตที่อยากไป ไม่ใช่แค่ตัดงบให้ลดลง แต่ต้อง ตัดอย่างมียุทธศาสตร์ และเงินที่ตัดได้ อย่าโยนเข้างบกลาง ชี้ ถ้าไม่รีบทำตอนนี้ ปีหน้าหากรายจ่ายประจำเพิ่มอีก เราอาจ 'ทำงบประมาณกันไม่'

จาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยภาพรวม พร้อมระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) ว่า ต้องกล้าจัดงบ ให้ตรงกับอนาคตที่อยากไป

[ ต้องเข้าใจก่อนว่าเรา "ติดกับดักการคลัง"]

เรามีรายจ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ 3 ก้อน คือ รายจ่ายประจำ + ชำระคืนต้นเงินกู้ + ชดเชยเงินคงคลัง รวมกันราว 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับรายได้ทั้งหมดของประเทศพอดี

แปลตรง ๆ คือ รายได้ทั้งก้อนหมดไปกับ "ของที่ต้องจ่าย" ส่วนเงินลงทุนพัฒนาประเทศราว 7.9 แสนล้านบาท จึงต้องมาจากเงินกู้ทุกบาททุกสตางค์ และที่งบลงทุนเท่ากับยอดกู้ 7.9 แสนล้านเป๊ะ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง 2561 มาตรา 20 (1) บังคับว่างบลงทุนต้องไม่ต่ำกว่า 20% ตัวเลขจึงถูกคำนวณย้อนกลับให้พอดี

ผลคือเราขยับแทบไม่ได้ จะลดการกู้ งบลงทุนก็หลุด 20% ผิดกฎหมาย จะเพิ่มการกู้ ก็ชนเพดานหนี้สาธารณะที่ใกล้เต็มที่แล้ว นี่คือกรอบที่บีบให้การจัดสรรงบเหลือพื้นที่หายใจน้อยมาก

[ยิ่งงบน้อย ยิ่งต้องจัดอย่างมียุทธศาสตร์]

เพราะเงินมีจำกัด ในขณะที่ประเทศเจอมรสุมพร้อมกันหลายลูก หลังโควิดมาเจอความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าและสงครามภาษี ตามด้วยวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง วิกฤตอาหาร และ AI ที่พลิกเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว

ภายในประเทศก็หนักไม่แพ้กัน เศรษฐกิจโตช้าท้าย ๆ อาเซียน เหลื่อมล้ำสูงต้น ๆ ของโลก และที่น่ากลัวที่สุดคือเรากำลัง "แก่ก่อนรวย" เข้าสู่สังคมสูงวัยทั้งที่ยังจน ในสถานการณ์แบบนี้ การจัดงบแบบเฉลี่ย ๆ กระจาย ๆ ไม่มียุทธศาสตร์ คือความเสี่ยงที่ประเทศรับไม่ไหว

[ต้องสร้างรายได้ก้อนใหม่ให้มาก แต่ทางออกไม่ใช่การรีดภาษีจากคนที่ลำบากอยู่แล้ว]

ทางรอดเดียวของกับดักนี้ คือทำให้เศรษฐกิจโตและประชาชนมีรายได้มากขึ้น แต่ต้องย้ำว่า การหารายได้เข้ารัฐ ไม่ควรไป "ขูดเลือดกับปู" รีดภาษีหรือรีดเงินจากประชาชนและเอกชนที่บอบช้ำอยู่แล้ว เพราะนั่นยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อและความสามารถในการแข่งขัน รายได้ใหม่ต้องมาจากการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ไม่ใช่การบีบจากฐานเดิมที่แห้งอยู่แล้ว

[ไทยมีศักยภาพใน 4 เรื่องที่จะสร้างรายได้ใหม่ แต่งบที่จัดมากลับสวนทาง]

เรามีของดีที่ทำเงินได้จริง แต่พอเปิดงบดู ตัวเลขกลับฟ้องว่าเรายังไม่เอาจริง

• ดิจิทัล / เซมิคอนดักเตอร์ และ AI — เกาหลีลงทุนเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นเงินไทยราว 18 ล้านล้านบาท ของไทยพูดกันที่ 250 ล้านบาท ส่วนงบ AI ก็กระจัดกระจาย ใครก็ขอด้วยคำว่า AI แต่ไม่มีบูรณาการ ไม่มีทิศทาง ส่วนงบวิจัยทั้งประเทศอยู่แค่ราว 1% ของเศรษฐกิจ

• อัพสกิล–รีสกิล คน — หัวใจของการพ้นกับดัก แต่ อว. งบลด กระทรวงศึกษาฯ ที่เพิ่มก็เป็นรายการผูกพันเก่า งบที่ตั้งชื่อในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้กับเด็กนักเรียน รวมถึงเด็กอาชีวศึกษาทั่วประเทศแม้ตั้งงบไว้มหาศาล แต่พอตามไปดูกลับกลายเป็นงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้งบที่ยกระดับทักษะคนจริง ๆ เหลือน้อยมาก

• Medical Hub และ Wellness Economy — ประกาศดันเป็นวาระ แต่งบที่มียังเป็นการผลิตแพทย์แบบเดิมหลายพันล้าน ไม่ใช่บุคลากรทักษะสูง เครื่องมือแพทย์ และระบบยาที่ต้องการ

• ความมั่นคงทางอาหาร และ Food Technology — เกษตรมูลค่าสูงที่เราถนัด แต่โครงการ Food Tech ที่มีชื่อโครงการชัดที่สุด จัดสรรงบแค่ 10.8 ล้านบาท และถ้าจะเจรจาขายอาหารให้ประเทศตะวันออกกลางที่ขาดแคลน ก็ต้องมีโครงการมีงบรองรับ ซึ่งเราไม่มี

ทางออกไม่ใช่แค่ตัดงบให้ลดลง แต่ต้อง ตัดอย่างมียุทธศาสตร์ และเงินที่ตัดได้ อย่าโยนเข้างบกลาง เหมือนที่ทำกันมาทุกปี แต่ให้ ครม. และกระทรวงเอาไปวางแผนบูรณาการในเรื่องที่สำคัญต่อการพาประเทศพ้นวิกฤต แล้วเสนอกลับมาทำเป็นงบฉบับปรับปรุงใหม่

เพราะถ้าไม่รีบทำตอนนี้ ปีหน้าหากรายจ่ายประจำเพิ่มอีก เราอาจ "ทำงบประมาณกันไม่ได้ด้วยซ้ำ" และประเทศจะไม่มีทางพ้นจากความยากจนและความล้าหลัง