“ไพบูลย์” อ้างว่า “ประวิตร” ไม่ปรากฏตัวในการประชุมวันนี้ เพราะประสงค์ให้การเลือกสรรตำแหน่งต่างๆ เป็นไปโดย “อิสระ”
แม้ไม่ปรากฏตัว แต่ “ประวิตร” ส่งคลิปที่อัดเทปล่วงหน้า เตรียมบทมาอย่างพร้อม ตัดต่อมาอย่างดี สื่อสารกับคนไทยทั้งประเทศว่า
"ขอให้พวกท่านทั้งหลายมีความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน...สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้จงได้”
“วันนี้ก็ถึงวันที่เราเริ่มต้นกันในการสร้างพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง ให้มีองค์กรที่ชัดเจน ในการทำงานให้กับพวกท่าน ผมจะนำพาพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดไป ขอบคุณครับ”
สารชิ้นแรกอย่างเป็นทางการของหัวหน้าพรรคคนใหม่ สอดรับกับประโยคที่ตัวเขาได้เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ถึง “ความจำเป็น” ในการนั่งกุมบังเหียนตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่า “เพราะภายในพรรคพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง”
ความขัดแย้งระหว่างหลาก “ก๊ก” จึงจำเป็นต้องมี “แม่ทัพใหญ่” คอยคุมเกมส์ให้การสืบทอดอำนาจเป็นไปโดยราบรื่น
เหมือนที่ “วิรัช” ประกาศหลังการประชุมใหญ่จบลงว่า “จากนี้ไป พรรคพลังประชารัฐ โดยการนำของท่าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็จะนำพาประเทศไทย หนุนท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้บริหารประเทศต่อไป”
ไม่เพียงตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรค” ที่ถูกเขย่า
แต่ยังมีการเขย่าทั้งรายชื่อ “กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่” ไปจนถึง “โลโก้พรรค”
ในการปรับเปลี่ยน “โลโก้พรรค” หนที่สามนี้ ได้ลดขนาดตัวอักษร “พลังประชารัฐ” ให้แคบเข้า ไม่ล้นเกินวงกลม มุ่งหมายเพื่อสร้างความกลมเกลียวภายในพรรค
ไฮไลต์สำคัญยังอยู่ที่การเขย่าตำแหน่ง “กรรมการบริหารพรรค” ซึ่งไม่ปรากฏรายชื่อ “กลุ่ม 4 กุมาร”
ในคราวจัดทัพหนแรกของพรรคเมื่อปีก่อน ปรากฏชื่อ “กลุ่ม 4 กุมาร” แบบผงาดยกแผง
“อุตตม” ในตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค”
“สนธิรัตน์” ในตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค”
“สุวิทย์” ในตำแหน่ง “รองหัวหน้าพรรค”
“กอบศักดิ์” ในตำแหน่ง “โฆษกพรรค”
พร้อมด้วย “2 มือเดินเกมส์” ฝั่ง 4 กุมาร
คือ “วิเชียร ชวลิต” ในตำแหน่ง “นายทะเบียนสมาชิกพรรค”
และ “พรชัย ตระกูลวรานนท์” ในตำแหน่ง “เหรัญญิกพรรค”
รายชื่อข้างต้นนั้น หลุดยกแผงในการเขย่ากรรมการบริหารพรรคหนนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ที่ไม่ได้ประกาศบนเวทีอย่างเป็นทางการในช่วงสุดท้าย แต่มีความชัดเจนแล้วคือ ยังมีการเปลี่ยนตำแหน่ง “โฆษกพรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย
โดยเปลี่ยนจาก “ธนกร วังบุญคงชนะ” ซึ่งเวลานี้เป็น “กระบอกเสียง อุตตม” และ “องครักษ์พิทักษ์ 4 กุมาร”
เป็น “ดร.ส้ม พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์” ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ เขต 2 ปทุมวัน บางรัก สาทร
เรียกได้ว่า พื้นที่อันเคยเป็นของ “กลุ่ม 4 กุมาร” นั้น ได้หดแคบเข้าสิ้นเชิงแล้วในคราวนี้ หลังกระแสข่าวกระพือตลอดหลายเดือน
ตลอดการประชุมวันนี้ ยังมีฉาก “สงครามเย็น” ให้รับชมเป็นระยะ
ตั้งแต่การไม่ปรากฏตัวของ “สุวิทย์-กอบศักดิ์”
ไปจนถึงการปรากฏตัวของ “อดีตหัวหน้าพรรค-อดีตเลขาธิการพรรค” ในชุดไม่เหมือนเพื่อน
ทั้งเมื่อดำเนินการประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เสร็จสิ้นแล้ว ทั้ง “2 อดีตฯ” ก็รีบลุกออกจากสถานที่ประชุมทันที โดยไม่รอนับคะแนนเสียงเสร็จสิ้น
ไม่รอฟังการประกาศชื่อ “หัวพรรคคนใหม่” อย่างเป็นทางการ และไม่ร่วมสังฆกรรมในการถ่ายภาพรวมกับ “กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่” อีกด้วย
รวมความแล้ว การส่งต่ออำนาจในพรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นไปในลักษณะ “ไม่ราบรื่น” และจะก่อปัญหาต่อเนื่องในวันข้างหน้า
ทั้งยังเป็นการการันตีชัดแล้วว่า
1 แม่ทัพใหญ่คุมกุมารน้อย
3 รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ
1 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
อาจไม่ปรากฏชื่อในการเขย่า ครม. รอบใหม่ ในเวลาอันใกล้นี้
ทว่า “นายกรัฐมนตรี” จะหา “คนนอก” มานั่ง หรือจะใช้งาน “คนการเมือง” นั่งกุมบังเหียนกระทรวงสำคัญ เป็นโจทย์ใหญ่หนักใจต่อไป เพราะกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เปิดชื่อมา ไม่พึงทำให้ประชาชนร้องยี้!!
เมื่อคราว “พรรคร่วมรัฐบาล” ขัดแย้งหนัก จนต้องจัดงานเลี้ยงกระชับมิตรอย่างยิ่งใหญ่
ในค่ำคืนนั้น “ประยุทธ์” ปรากฏกายพร้อมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล อย่างคึกคัก เป็นหนึ่งเดียว ทว่าเมื่อปรากฏกายต่อหน้าสื่อมวลชน ตัวนายกรัฐมนตรีเอง เลือกนำเสนอถึงความสัมพันธ์-ความสำคัญของ “3 ป.”
“นี่คือ 3 ป. มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
ไม่มี 3 ป. เราจะทำอะไรได้
2 คนนี้คือลูกพี่ฉัน สอนฉันให้เป็นคนดี สอนฉันให้ทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง จะทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง
ถ้าไม่มีพี่ทั้ง 2 คน พี่ป๊อก พี่ป้อม ฉันก็มีวันนี้ไม่ได้ ทุกอย่างไม่มีเพื่อตัวฉัน แต่เพื่อประเทศไทย เข้าใจรึยัง”
เป็นการจัดวางสถานะของ “3 พี่น้อง” ไว้อยู่เหนือ “นักการเมือง-พรรคการเมือง-การเล่นการเมือง”
เป็นการส่งสัญญาณเตือน “นักการเมือง” ทั้งหลายที่ร่วมลง “เรือแป๊ะ” ให้รู้ว่า “ใครใหญ่-ใครกุมทิศ” และหากมีความวุ่นวาย มีการต่อรองเกินประมาณ ก็ระวัง “ถูกขับจากเรือแป๊ะ” ทั้งโดย “เขย่า ครม.-เขย่า พรรคร่วม-ยุบสภา-ทำรัฐประหาร”
“วิษณุ เครืองาม” เนติบริกร เขียนเล่าถึงสำนวน “เรือแป๊ะ” ไว้ในหนังสือ “ลงเรือแป๊ะ” ว่า
“เป็นอันว่า เมื่อรักจะลงเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ อำนาจต่อรองอยู่ที่แป๊ะ..ผู้โดยสารนั่งให้ดี มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ และว่าไงก็ควรว่าตามกัน อย่าแตกกัน แตกคอ แตกกลุ่ม” (หน้า 18-19)
“ขุนวิจิตรมาตรานักเขียนเรื่องเก่าๆ ผู้โด่งดังใช้นามปากกาว่า กาญจนาคพันธ์ุ เคยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง สำนวนไทย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2543... อธิบายว่า “ลงเรือแป๊ะ ตามใจแป๊ะ” แปลว่า “อยู่ร่วมกับเขา ไปกับเขา อาศัยเขาก็ต้องยอมตามเขา ไม่ขัดขืน เขาจะให้เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น”
บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด จำต้องยอมตามเงื่อนไขนี้ เพราะไม่เช่นนั้น ก็อาจถูกขับจากเรือแป๊ะได้ทุกเมื่อ
สอดรับกับสำนวน “นักการเมืองมาแล้วก็ไป ทว่า 3 ป. ไซร้ อยู่ยืนยง”
การแถลงสั้นๆ ในวันนั้นของ “นายกรัฐมนตรี” ยังเป็นการย้ำสถานะ “พี่ชายที่แสนดี” ที่จูงมือน้องขึ้นกุมบังเหียนอำนาจประเทศ มายาวนานนับตั้งแต่ปี 2557 และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หรือ ลงจากอำนาจในระยะเวลาอันใกล้นี้
แว่วกันว่า โครงการทางการเมือง (Political Project) ที่ 3 ป. วางเงื่อนเวลาเอาไว้ จะกินระยะเวลาไปถึง 2 รัฐบาล 2 สมัย 8 ปีต่อเนื่อง โดยไม่นับรวม รัฐบาล คสช. ที่เริ่มต้นในปี 2557
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว จะกินระยะเวลากว่า 13 ปี (2557-2569)
คนการเมือง พูดไว้ว่า “เมื่อประเทศมีปัญหา พี่น้อง 3 ป. จำต้องทำรัฐประหารในประเทศ”
คนการเมือง พูดไว้อีกวันนี้ว่า “เมื่อพรรคพลังประชารัฐมีปัญหาหนัก พลเอก ประวิตร จึงจำต้องทำรัฐประหารภายในพรรค” ก่อน “ก๊ก” ต่างๆ ในพรรค จะก่อปัญหาสั่งสม ต่อรองเกินประมาณ เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ “น้องชาย”
เมื่อคราวมีกระแสข่าวยืนยันชัดแล้วว่า “ประวิตร” จะผงาดในตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค”
“สุทธิชัย หยุ่น” โพสต์ข้อความว่า “บ้านเมืองเรามาถึงจุดที่ต้อง ‘หาม’ คนแก่มาเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว”
ภาพประวิตรขึ้นกุมบังเหียน พรรคพลังประชารัฐในวันนี้ ทำให้คนไทยต้องตั้งคำถามกันให้หนักแล้วว่า
“เมื่อไหร่..คนไทยจะหลุดพ้นจากวงจรอำนาจ 3 ป. ?
วงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย ที่อยู่กับเรามาแล้ว 7 ปี และไม่มีทีท่าลงจากอำนาจในเร็ววันนี้