นักจิตวิทยาสังคมชื่อดัง โจนาธาน ไฮดท์ แห่ง NYU Stern School of Business เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เขียนหนังสือขายดี The Anxious Generation ที่ตีแผ่ผลกระทบของสมาร์ทโฟนต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้คือ เขายังสอนวิชาหนึ่งที่ NYU Stern มานานถึง 12 ปี ชื่อว่า Flourishing หรือ การเบ่งบานของชีวิต ซึ่งเป็นวิชาที่เขารักที่สุดในบรรดาวิชาที่เคยสอนมา
ในวันแรกของคลาส เขาให้นักศึกษาทำโพลสำรวจเวลาที่ใช้กับหน้าจอ ผลลัพธ์มักทำให้หลายคนตกใจ นักศึกษาส่วนใหญ่ใช้เวลาราวห้าถึงหกชั่วโมงต่อวัน แต่มีเคสหนึ่งที่โดดออกมาคือสิบชั่วโมงต่อวัน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักศึกษาคนนั้นเริ่มปรับพฤติกรรม เพราะพฤติกรรมไถหน้าจอตลอดเวลาทำให้เขาไม่สามารถทำงานที่ต้องใช้สมาธิระดับลึกได้ และผลการเรียนก็ตกต่ำลงตามไปด้วย
หัวใจของวิชานี้คือการฝึกให้นักศึกษาแทนที่นิสัยที่บั่นทอนตัวเอง เช่น การไถฟีดไม่หยุด ด้วยนิสัยที่สร้างสรรค์กว่า และเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลักสูตรของโจนาธานจึงถูกปรับปรุงใหม่ทุกปีเพื่อให้ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตนักศึกษา
หนึ่งในบทเรียนที่โจนาธานย้ำเสมอคือเรื่อง ‘ช่วงเช้า’ เขาอธิบายว่าทันทีที่คนเราตื่นนอนแล้วหยิบมือถือขึ้นมา การควบคุมความสนใจของทั้งวันจะตกไปอยู่ในมือของอัลกอริทึม การแจ้งเตือน หรือพาดหัวข่าวที่ปรากฏขึ้นเป็นอย่างแรก ตรงกันข้าม หากให้พื้นที่กับตัวเองในการตั้งเป้าหมายของวันก่อนเปิดหน้าจอ วันนั้นจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนการเช็กมือถือทันทีที่ตื่นจะเท่ากับมอบการควบคุมความคิด ลำดับความสำคัญ และการกระทำทั้งวันให้กับมัน คุณจะถูกขัดจังหวะตลอดเวลาและขาดช่วงเวลาทำงานเชิงลึก
นี่คือแก่นของสิ่งที่โจนาธานสอนนักศึกษาในวันแรกของคลาส Flourishing เสมอมา ให้ปิดการแจ้งเตือนเกือบทั้งหมดบนโทรศัพท์ ทั้งอีเมลและข่าวด่วน แล้วลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูสักสัปดาห์ เมื่อถามนักศึกษาในสัปดาห์ถัดมาว่าพลาดอะไรสำคัญไปหรือไม่ คำตอบแทบทุกครั้งคือ “ไม่” แต่เมื่อถามว่าได้อะไรกลับมาบ้าง คำตอบคือ “เยอะมาก” นักศึกษาต่างประหลาดใจว่าชีวิตดีขึ้นแค่ไหนเมื่อตัดสิ่งรบกวนออกไปเป็นร้อยๆ ครั้งต่อวัน
โจนาธานเคยยอมรับว่าตอนเขียน The Anxious Generation เขายังประเมินความเสียหายของเทคโนโลยีต่ำเกินไป เพราะตอนนั้นโฟกัสอยู่แค่เรื่องผลกระทบด้านสุขภาพจิต แต่ตอนนี้เขามองว่าความเสียหายที่ใหญ่กว่านั้นคือ การทำลายความสามารถของมนุษย์ในการมีสมาธิจดจ่อ
ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกในหมู่คนรุ่นใหม่ว่า brain rot ซึ่งเขา อธิบายว่าเป็นการกัดกร่อนสมาธิที่ยั่งยืนอย่างค่อยเป็นค่อยไป อันเกิดจากการเสพคอนเทนต์สั้นๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นโดพามีนโดยเฉพาะ และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่กำลังถูกซ้ำเติมด้วยสิ่งใหม่ นั่นคือ AI companions หรือเพื่อนคุย AI
นี่คือจุดที่โจนาธาน ขยายคำเตือนของเขาให้ไกลกว่าเรื่องสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย เขามองว่า AI จะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งรบกวนอีกชิ้นหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในโลกที่วุ่นวายอยู่แล้ว แต่จะเปลี่ยนธรรมชาติของกระบวนการคิดของมนุษย์เองไปเลย โดยเฉพาะหากระบบ AI เข้ามาทำหน้าที่ ‘คิดแทน’ ในสิ่งที่มนุษย์เคยต้องคิดเอง
ข้อกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอย งานวิจัยจากทีมของ Nataliya Kosmyna ที่ MIT Media Lab ได้ทดลองให้อาสาสมัครเขียนเรียงความโดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือใช้ ChatGPT ช่วย ใช้เครื่องมือค้นหา และเขียนด้วยหัวเปล่าๆ พร้อมวัดคลื่นสมองไปด้วย ผลที่ออกมาชี้ไปทางเดียวกันคือ ยิ่งได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกมากเท่าไหร่ ความเชื่อมโยงของสมองที่วัดได้ก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
มากไปกว่านั้นกลุ่มที่ใช้ ChatGPT ยังรู้สึกเป็นเจ้าของงานเขียนของตัวเองน้อยที่สุด และหลายคนจำประโยคที่ตัวเองเพิ่งเขียนไปไม่ได้ด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์ที่นักวิจัยเรียกว่า cognitive debt หรือหนี้ทางปัญญา
แม้จะฟังดูเข้มงวด แต่โจนาธานย้ำเสมอว่าข้อเสนอของเขาไม่ใช่การเลิกใช้เทคโนโลยีทั้งหมด สิ่งที่เขาเสนอทั้งในระดับบุคคลและระดับนโยบายคือวินัยรอบตัวมัน เช่น ช่วงเช้าที่ปลอดมือถือ ห้องเรียนที่ปลอดมือถือ และอย่างน้อยหนึ่งวันต่อสัปดาห์ที่ใช้ชีวิตแบบออฟไลน์อย่างแท้จริง
เมื่อพูดในพิธีรับปริญญาที่ NYU เมื่อกลางปี เขาได้อธิบายว่าเหตุผลที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Meta มีมูลค่าสูงมหาศาลทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยจ่ายเงินให้เลยสักบาท ก็เพราะบริษัทเหล่านี้คิดค้นโมเดลธุรกิจที่ดึงเอาความสนใจของมนุษย์เกือบครึ่งโลกไปขายต่อให้นักโฆษณา เขาชี้ว่าอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดีย เกม และแม้แต่แอปการลงทุน ต่างถูกออกแบบให้ ‘เล่นเป็นเกม’ มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงเวลาหน้าจอและความว้าวุ่นใจของผู้ใช้ให้นานที่สุด
ข้อความที่เขาต้องการสื่อสารตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ ถ้าไม่เริ่มจัดการนิสัยดิจิทัลตั้งแต่ระดับพื้นฐาน โดยเฉพาะช่วงเวลาแรกของวันที่กำหนดทิศทางความคิดทั้งวัน ก็ยากที่จะรับมือกับคลื่นความท้าทายที่ใหญ่กว่าที่กำลังมาถึง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียสมาธิเชิงลึกในระยะยาว หรือผลกระทบทางปัญญาจาก AI ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
สำหรับโจนาธานแล้ว การฝึกฝนตัวเองให้ควบคุมช่วงเช้าของแต่ละวันคืนกลับมาให้ตัวเอง คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องใหญ่กว่าอย่างการรับมือกับยุคที่ AI อาจเข้ามาคิดแทนมนุษย์
.
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.modernghana.com/news/1511952/digital-habits-and-the-mind-of-a-generation-what.html
https://www.afterbabel.com/p/haidt-nyu-commencement-address
https://www.sheknows.com/parenting/articles/1234976221/social-media-college-students-jonathan-haidt/