นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) แถลงข่าวการยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดในการช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเพื่อพัฒนาการแก้ไขปัญหาให้กับ "กลุ่มเปราะบาง" ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569
รมว.นิกร ระบุว่า ตั้งแต่ที่ตนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) นั้น ได้ประกาศนโยบาย 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ซึ่งมีการขับเคลื่อน 1 นโยบายที่สำคัญ คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการให้บริการและช่วยเหลือดูแลประชาชน โดยเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ในสมัยรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้พลิกโฉมระบบการทำงานในปี 2556 ด้วยการยกฐานะปัญหาความรุนแรงในสังคม คือ ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ และการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ให้เป็น "วาระแห่งชาติ" และได้บูรณาการ 5 หน่วยงานหลัก ระหว่างกระทรวง พม. , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของมนุษย์ เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ชื่อ "OSCC" (One Stop Crisis Center) หรือ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม พร้อมทั้งริเริ่มการใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง , การกำหนดข้อตกลงระดับการบริการ , การควบคุมเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ และการเปิดให้ผู้บริหารติดตามสถานะเคสแบบ Real-time เป็นครั้งแรก
รมว.นิกร กล่าวว่า วันนี้ กระทรวง พม. ได้เดินหน้ายกระดับพัฒนางาน OSCC หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ "ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน" หรือ ศรส. ตลอดจนสายด่วน 1300 อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเดินหน้าพัฒนางานสำคัญใน 4 มิติ ดังนี้
1) มิติที่ 1 การเพิ่มศักยภาพด่านหน้า “สายด่วน 1300” โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่อีก 27 อัตรา เพื่อเปิด 30 คู่สายเต็มในช่วงเวลาหนาแน่น , ปรับปรุงระบบฝากข้อความ ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ หากมีการบริการเต็มทุกคู่สาย , เตรียมเชื่อมฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนผู้โทรได้ทันที และขยายช่องทางการรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อส่งต่อเคสกับหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงสาธารณสุข
2) มิติที่ 2 นำเทคโนโลยีและ AI มาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รับสายแบบเชิงรุก เพื่อการตอบคำถามประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น และ ใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับปัญหาสังคมบนโลกออนไลน์ อาทิ Facebook , X , TikTok และเว็บไซต์ หากพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือน และส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือเชิงรุก
3) มิติที่ 3 ปรับโฉมภาพลักษณ์การช่วยเหลือในพื้นที่ระดับภูมิภาค ของ ศรส.จังหวัด ภายใต้ชื่อ "ศรส. สร้างสุข" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 24 ชั่วโมง (Rapid Response Unit : RRU) บูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในชุมชนอย่างตรงจุด
4) มิติที่ 4 กลไกจัดการรายกรณี (Case Management) โดยใช้กลไกประเมินความเสี่ยงทางสังคม เพื่อกำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่ที่ชัดเจน อาทิ กรณีวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงและสีแดงเข้ม เช่น เด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หน่วยเคลื่อนที่เร็วต้องเข้าช่วยเหลือทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง กรณีเร่งด่วนระดับสีเหลือง ต้องดำเนินการภายใน 48 ชั่วโมง กรณีทั่วไประดับสีเขียว จ้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง และที่สำคัญ คือ ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ E-Tracking เพียงกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง
รมว.นิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนางานสำคัญทั้ง 4 มิติ เป็นการสืบสานเจตนารมณ์การทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อตามแนวคิด OSCC จากอดีต สู่ระบบการทำงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคดิจิทัล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียม เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใคร หรือกลุ่มเปราะบางคนใด ถูกทอดทิ้งหรือตกหล่นจากการช่วยเหลือของกระทรวง พม. อย่างแน่นอน