ไม่พบผลการค้นหา
'ชัชชาติ' เบอร์ 9 ชูนโยบายยกเครื่อง กทม. ทั้งระบบ เปิดประมูลโปร่งใส-ย้ายบริการกว่า 300 รายการ ขึ้นคลาวด์ ลดเวลา ลดช่องทางทุจริต กระจายงบชุมชนให้คน กทม. พัฒนา BKK Work ต่อยอด Traffy Fondue ส่งปัญหาถึงหน่วยงานโดยตรง ขยาย AI ครอบคลุมไฟจราจรเป็น 200 แยก ใช้ AI ตรวจโกง ฝึกภาษาอังกฤษ ดูแลความปลอดภัย บริหารน้ำ และตามหาต้นตอฝุ่น

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ร่วมเวทีดีเบต “เวิร์คพอยท์ ศึกชิงกรุงเทพฯ” แสดงวิสัยทัศน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ณ ลาน BTS สยามสแควร์วัน นำเสนอแนวทางบริหารกรุงเทพฯ ครอบคลุมการแก้ปัญหาจราจร การพัฒนาขนส่งสาธารณะ การปรับโครงสร้างราชการ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเมือง ก่อนจะถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ​กทม. วันที่ 28 มิถุนายนนี้ 

ชูปรับโครงสร้าง กทม. เป็นนโยบายสำคัญที่สุด

ชัชชาติกล่าวว่า ทีมมีนโยบายหลายด้าน สำคัญที่สุดคือการปรับโครงสร้างกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ระบบราชการสามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โดยแบ่งเป็น 4 แนวทาง ได้แก่ การสร้างความโปร่งใส การนำบริการขึ้นระบบคลาวด์ การกระจายอำนาจให้ประชาชน และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ด้านความโปร่งใส ชัชชาติเสนอเดินหน้าใช้ระบบ Open Data เปิดเผยข้อมูลการประมูล สัญญา และความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและร่วมตรวจสอบได้ หลังพบว่าช่วยสร้างการมีส่วนร่วมได้จริงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมปรับปรุงระเบียบที่ล้าสมัย รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการสอบสวนทางวินัย

“แผนแรกคือเรื่องความโปร่งใส ต้องไม่มีทุจริตคอร์รัปชัน โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า Open Data ทุกอย่างข้อมูลเปิดเผย ประชาชนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการประมูล สัญญา ความก้าวหน้าโครงการต่าง ๆ” ชัชชาติกล่าว

ย้ายบริการ กทม. ขึ้นคลาวด์ ลดเวลาและช่องทางทุจริต

แนวทางต่อมาคือการนำบริการของ กทม. ขึ้นสู่ระบบคลาวด์ เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอและดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานเขต

ชัชชาติระบุว่า ปัจจุบัน กทม. มีบริการและรายการที่ประชาชนต้องขออนุญาตประมาณ 300 รายการ จึงต้องพยายามนำบริการเหล่านี้ขึ้นระบบออนไลน์ให้มากที่สุด ทั้งการยื่นขออนุญาตก่อสร้าง BMA OSS (BMA One Stop Service) และบริการด้านอื่นๆ เพื่อให้กระบวนการขออนุญาตโปร่งใส ตรวจสอบได้

“เราจะย้ายกรุงเทพฯ ไปบนคลาวด์ ไปบนคอมพิวเตอร์ ต่อไปไม่ต้องไปที่เขตแล้ว ก็สามารถยื่นใบอนุญาตก่อสร้างออนไลน์ได้ เรามีรายการที่ต้องขออนุญาต 300 รายการ พยายามทำทุกอย่างให้อยู่บนคลาวด์” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติกล่าวว่า ระบบออนไลน์จะช่วยประหยัดเวลาของประชาชน ลดการพบปะระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ ลดช่องทางการทุจริต และเปลี่ยนระบบราชการให้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น

กระจายอำนาจผ่าน Traffy Fondue-งบชุมชน-BKK Work

ด้านการกระจายอำนาจ ชัชชาติเสนอให้ข้าราชการ กทม. เปลี่ยนวิธีคิดจากการทำงานเพื่อตอบสนองคำสั่งของผู้บริหาร มาเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยตรง พบว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมการทำงานของเจ้าหน้าที่สอดคล้องกับแนวคิด “หันหลังให้ผู้ว่าฯ หันหน้าให้ประชาชน” ดังที่ตนเน้นย้ำเสมอ

ชัชชาติยกตัวอย่างระบบ Traffy Fondue (แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองและรับเรื่องร้องเรียน) ซึ่งเปิดให้ประชาชนแจ้งปัญหาเข้าสู่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนแจ้งปัญหาประมาณ 1.3 ล้านเรื่อง และได้รับการแก้ไขแล้วประมาณ 1 ล้านเรื่อง โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากผู้ว่าฯ กทม.

“ไม่ใช่ว่าข้าราชการ กทม. หันหน้าให้ผู้ว่าฯ ต้องหันหลังให้ผู้ว่าฯ แล้วหันหน้าให้ประชาชน 4 ปีมีคนแจ้งมา 1.3 ล้านเรื่อง เราแก้ให้ประชาชน 1 ล้านเรื่อง โดยผมไม่ต้องออกคำสั่งเลย” ชัชชาติกล่าว

นอกจากนี้ ยังเสนอจัดสรรงบประมาณให้ชุมชนแห่งละ 200,000 บาท เพื่อให้ประชาชนร่วมกันเลือกโครงการที่ต้องการ แทนการให้สำนักงานเขตเป็นผู้กำหนดเพียงฝ่ายเดียว พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชัน BKK Work สำหรับสำรวจความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

มอง AI เป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาด ย้ำคนต้องมาก่อน

สำหรับการนำ AI มาใช้บริหารเมือง ชัชชาติกล่าวว่า ไม่ควรมอง AI เพียงในความหมายของ Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่ควรมองเป็น “Intelligence Assistant” หรือผู้ช่วยที่ชาญฉลาด โดยต้องยึดมนุษย์เป็นหลักและใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน

“AI มันคือ Artificial Intelligence ปัญญาประดิษฐ์ แต่ผมว่ามันคือ IA คือ Intelligence Assistant เป็นผู้ช่วยที่ชาญฉลาด เพราะฉะนั้นต้องเน้นคนเป็นหลัก แล้วเทคโนโลยีมาเสริม” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติระบุว่า สิ่งที่ต้องทำคือการพัฒนาคนให้เข้าใจและใช้ AI ได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ข้าราชการ ผู้บริหาร กทม. ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรด้านสาธารณสุข นักเรียน ไปจนถึงประชาชนทั่วไป

กทม. จึงต้องจัดหลักสูตร AI สำหรับนักเรียนและประชาชน รวมถึงพัฒนาโครงการ Next Learn ซึ่งเป็นระบบคอร์สออนไลน์ที่ตั้งเป้าสร้างการเรียนรู้รวม 1 ล้านชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ในการพัฒนาความรู้และทักษะที่มีประโยชน์โดยตรงต่อการประกอบอาชีพในอนาคต

“คนต้องอัปเดตตัวเองเพื่อให้เข้าใจ AI แล้วเอา AI มาช่วยได้ เพราะฉะนั้นเรื่องคนมาก่อน” ชัชชาติกล่าว

ใช้ AI ยกระดับการศึกษาและความปลอดภัย

ด้านการศึกษา ชัชชาติยกตัวอย่างการใช้ AI ฝึกภาษาอังกฤษให้นักเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ หูฟัง และไมโครโฟน เพื่อแก้ข้อจำกัดของห้องเรียนที่มีนักเรียนประมาณ 40 คนต่อครูหนึ่งคน โดยระบบสามารถวิเคราะห์การออกเสียงของนักเรียนเป็นรายบุคคลและแนะนำจุดที่ควรปรับปรุง

“เราทำคอมพิวเตอร์แล็บไป 5 หมื่นเครื่อง เด็กพูดภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์ AI บอกว่าชัดไม่ชัด และให้ปรับปรุง เด็กมีสกอร์ภาษาอังกฤษดีขึ้น 15% ในปีที่แล้ว” ชัชชาติกล่าว

ด้านความปลอดภัย กทม. ได้นำกล้อง AI มาใช้ตรวจสอบบุคคลตามหมายจับในพื้นที่จัดงานสงกรานต์ เช่น ถนนข้าวสารและถนนสีลม รวมถึงใช้ระบบอ่านป้ายทะเบียน ตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่บนทางเท้า และวิเคราะห์การกระทำผิดกฎจราจร ภายใต้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์เป็นไปอย่างน่าพึงพอใจ

“เราใช้ AI ในการตรวจจับอาชญากรรม ช่วงสงกรานต์ที่ข้าวสาร ที่สีลม เรามีกล้อง AI วิเคราะห์เทียบหน้ากับทะเบียนอาชญากรรม ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความอันตรายขึ้น” ชัชชาติกล่าว

ต่อยอด AI ตรวจสอบทุจริต บริหารจัดการน้ำและวิเคราะห์ฝุ่น

ด้านการป้องกันทุจริต ชัชชาติกล่าวว่า สามารถนำ AI มาช่วยตรวจสอบข้อมูลและค้นหาความผิดปกติ โดยต่อยอดจากระบบ ACT AI พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลของ กทม. ให้มีคุณภาพและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ด้านการจัดการน้ำ AI สามารถช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำและปริมาณน้ำ เพื่อประกอบการตัดสินใจเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำ ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถใช้วิเคราะห์ต้นตอของฝุ่น จุดเผา และพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้หน่วยงานแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

“ผมว่า AI แตะทุกเรื่องของ กทม. แต่คนต้องรู้เท่าทัน และต้องใช้ AI เป็น” ชัชชาติกล่าว

ขยาย AI เสริมจราจรคล่องตัว จาก 74 เป็น 200 แยก

ด้านการจราจร ชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพฯ มีรถยนต์ประมาณ 8.8 ล้านคัน รถจักรยานยนต์ประมาณ 4 ล้านคัน ขณะที่มีพื้นที่ถนนเพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่เมือง จึงต้องบริหารพื้นที่ถนนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีสัญญาณไฟจราจร 578 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่หรือตั้งเวลาไว้ล่วงหน้า ที่ผ่านมา กทม. ได้นำระบบ AI แบบ Adaptive Traffic Control มาใช้วิเคราะห์ปริมาณรถและปรับระยะเวลาสัญญาณไฟให้เหมาะสมแล้ว 74 แยก

ชัชชาติยกตัวอย่างบริเวณแยกพระโขนง ซึ่งเป็นจุดที่ถนนพระราม 4 เชื่อมกับถนนสุขุมวิท โดยระบุว่า หลังนำระบบมาใช้ สภาพการจราจรดีขึ้นประมาณร้อยละ 14-40

“อนาคตต้องขยาย เอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ได้อย่างน้อย 200 แยก เปิดเป็นคอร์ริดอร์เลย อย่างน้อยรถก็จะโฟลว์ดีขึ้น” ชัชชาติกล่าว

ใช้ CCTV แก้จุดฝืด จัดพื้นที่ไรเดอร์และรถโรงเรียน

นอกจากการบริหารสัญญาณไฟ ชัชชาติเสนอใช้กล้อง CCTV สนับสนุนการทำงานของตำรวจในการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร โดยที่ผ่านมา ระบบสามารถตรวจพบกรณีรถจักรยานยนต์ขับขี่บนทางเท้าได้มากกว่า 600,000 รายการ

ชัชชาติยังเสนอแก้ไขจุดฝืดและพื้นที่คอขวดเพิ่มเติมอีก 200 จุด จากช่วง 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งดำเนินการแล้วประมาณ 100 จุด รวมถึงจัดพื้นที่รอรับสินค้าให้ไรเดอร์ในพื้นที่ว่าง เช่น บริเวณใต้สะพานลอย เพื่อลดการจอดกีดขวางหน้าร้าน

อีกแนวทางหนึ่งคือการขยายระบบรถโรงเรียน หรือ School Bus เพื่อลดปริมาณรถของผู้ปกครองบริเวณหน้าโรงเรียน โดยยกตัวอย่างโมเดลของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งให้ผู้ปกครองส่งนักเรียนในพื้นที่ที่มีจุดจอดรถ ก่อนให้รถโรงเรียนรับส่งเข้าสู่สถานศึกษา

ย้ำขนส่งสาธารณะคือทางออกระยะยาวของรถติด

อย่างไรก็ตาม ชัชชาติย้ำว่า การใช้ AI แก้จุดฝืด และจัดระเบียบพื้นที่ถนน เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร ส่วนทางออกระยะยาวคือการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ประชาชน ช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนกรุงเทพฯ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และปรับพฤติกรรมมาใช้ขนส่งสาธารณะเยอะขึ้น

“เราอย่าไปผิดประเด็นนะ ผมว่าเรื่องรถติดไม่ใช่ว่าถนนน้อย รถเยอะ แต่เป็นเพราะรถขนส่งสาธารณะมันไม่ดี เพราะฉะนั้นต้องปรับขนส่งสาธารณะให้ประชาชนสะดวกด้วย” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติเสนอให้พัฒนารถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง และระบบ Feeder ให้เชื่อมต่อกันอย่างครบวงจร มีความสะดวก และมีราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อสร้างทางเลือกในการเดินทางและลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

หนุนเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ประชาชนคือเจ้านาย

ช่วงหนึ่งของการดีเบต ชัชชาติแสดงจุดยืนสนับสนุนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง โดยเห็นว่า ผู้บริหารที่ได้รับเลือกจากประชาชนจะต้องลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง

“การที่มีการเลือกตั้งทำให้เราต้องหันหน้าเข้าหาประชาชน เอาประชาชนเป็นเจ้านาย แล้วก็รับใช้ประชาชนเป็นหลัก ผมว่าอันนี้คือหัวใจ และมันทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีพลัง” ชัชชาติกล่าว

ชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า หลักการดังกล่าวไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ แต่ประชาชนในทุกจังหวัดควรมีสิทธิเลือกผู้บริหารของตนเอง เพื่อให้การบริหารพื้นที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง

อ่านนโยบาย 250+ ของทีมชัชชาติและทีมกรุงเทพฯ ทำงานต่อได้ที่ https://teamchadchart.com/  ทีมชัชชาติ เชิญผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใช้สิทธิ์อย่างพร้อมเพรียงในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2568