ไม่พบผลการค้นหา
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ เตรียมความพร้อมแผนบรรเทาสาธารณภัยทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อบรรเทาสาธารณภัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ยืนยันเกษตรกรไร้กังวล

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ​นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุม 134–135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

รมว.สุริยะ ระบุว่า รัฐบาลห่วงใยสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 แต่จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น

​ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้ติดตามและประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงต่างๆ รวมถึงเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทันทีเมื่อเกิดเหตุ ตลอดจนเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและข้อห่วงใยขององคมนตรีที่ได้มอบไว้ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้แก่

1. การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภาคการเกษตร

2. การปรับแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

3. การเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนในทุกกรณีอย่างชัดเจน และให้ความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดสาธารณภัย โดยหากเกษตรกรได้รับความเสียหายด้านการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

4. การเตรียมการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมอบหมายทุกหน่วยงานประสานและประเมินสถานการณ์โดยรวมอย่างต่อเนื่อง สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่เกิดภัยแล้ง ให้เตรียมแผนเผชิญเหตุเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือเยียวยา โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด และพื้นที่เสี่ยงทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง 43 จังหวัด ตามรายงานคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากเอลนีโญใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนและแหล่งน้ำของประเทศ โดยให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานการปฏิบัติร่วมกับกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการข้อมูลและการจัดการสาธารณภัยให้เป็นรูปธรรม

2. การเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยติดตามข้อมูลฝน น้ำต้นทุน อุณหภูมิ ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยี Remote Sensing ประเมินพื้นที่เสี่ยงแบบใกล้เคียงเวลาจริง รวมถึงสื่อสารข้อมูลไปยังเกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพในการฟื้นตัวจากภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว

3. การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง เน้นการสื่อสารให้เกษตรกรวางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์น้ำจริง ลดการปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เหมาะสม

4. การลดต้นทุนและลดความเสียหายของเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ รวมถึงการสนับสนุนเครื่องจักรกลและผู้ให้บริการทางการเกษตร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย

5. การดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ราคา ต้นทุน และรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารสัตว์ น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้รัฐบาลกำหนดมาตรการได้อย่างตรงจุดและทันเวลา

สุริยะ รมว.เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปเยียวยา แต่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันและลดความเสียหายล่วงหน้า โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

พร้อมขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาการเพาะปลูก ปริมาณน้ำในพื้นที่ การเลือกชนิดพืช การจัดการน้ำในแปลง และการป้องกันโรคและแมลง ไม่ควรตัดสินใจเพาะปลูกจากปริมาณฝนในช่วงสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาข้อมูลน้ำต้นทุนและแนวโน้มฝนตลอดฤดูร่วมด้วย

​“ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์การเกษตร มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถรับมือกับเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดภาระต้นทุน รักษารายได้ของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นความเสี่ยงจากเอลนีโญครั้งนี้ไปได้ด้วยความพร้อม รอบคอบ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.เกษตรฯ กล่าวทิ้งท้าย

703811972_122242992794100667_2067755879100749465_n.jpg