วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม เขต 2 พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ยื่นญัติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินรถขนส่งทางรางในเขตเมือง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก-ดินแดง เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการโดยเร่งด่วน
ทั้งนี้ สส.มนพร ได้เสนอประเด็นสำคัญในการแก้ปัญหาการจัดการคมนาคมขนส่ง ใน กทม. คือ ต้องการให้รัฐบาล เปลี่ยนมุมมองจากความประมาทสู่ความล้มเหลวของระบบ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่บริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก-ดินแดง ใกล้มักกะสัน รถไฟสินค้า พุ่งชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 จนเกิดเพลิงไหม้ มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 30 พร้อมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว ยอมรับว่า เข้าใจถึงความโกรธแค้นของสังคม ที่ต้องการหาคนผิดมาลงโทษ แต่ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย เราต้องยืนอยู่บนความเป็นจริง เราไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์นี้ จบลงเพียงแค่การกล่าวโทษว่า "คนขับประมาท" หรือด่วนสรุปเหมารวมว่า "รถไฟไม่ควรวิ่งผ่านเมือง หรือรถเมล์ ขสมก. ไม่ควรไปจอดทับรางรถไฟ” เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ มันสะท้อนความล้มเหลวของระบบคมนาคมไทย ที่ไร้วินัยในการรักษากฎระเบียบการจราจรและสภาพแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร ที่แออัดไปด้วยรถจำนวนมาก รวมถึงการจัดระเบียบของรถขนส่งสาธารณะ
ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ ทำไมระบบคมนาคมของเรา จึงปล่อยให้รถโดยสารสาธารณะคันหนึ่ง เข้าไปติดค้างอยู่บนรางได้ และทำไมระบบของเรา จึงปล่อยให้รถไฟบรรทุกสินค้าหนัก วิ่งเข้ามาใกล้จนถึงจุดที่เบรกไม่ทัน เพราะระบบคมนาคมที่ดี ต้องถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความผิดพลาดของมนุษย์... ความผิดพลาดเพียนเสี้ยววินาที ต้องนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาเชิงโครงสร้างจุดตัดรางรถไฟ และถนนในเมืองคือส่วนที่มีความเสี่ยงสูง จุดเกิดเหตุที่แยกอโศก-ดินแดง ไม่ใช่แค่ทางข้ามรถไฟธรรมดา แต่ในทางวิศวกรรมจราจร พื้นที่ตรงนี้คือพื้นที่เสี่ยงที่อาจมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด และก็คงรวมไปถึงแยกอื่น ๆ ที่อยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร
ประการแรก: เงื่อนไขที่บีบให้เกิดรถล้นทับราง ระยะจากรางถึงสัญญาณไฟแยกอโศก-เพชรบุรี มีแค่ 130 เมตร ในชั่วโมงเร่งด่วน พอรถติดสะสม คิวรถจะล้นกลับมาบนรางรถไฟ นี่ยังไม่นับรถแทรกจากถนนกำแพงเพชร 7 สภาพคือ "เดินหน้าไม่พ้น ถอยหลังไม่ได้" ระบบจราจรเมืองกำลังบีบให้รถต้องเสี่ยงตายบนรางรถไฟทุกวัน
ประการที่สอง: ตีเส้นสีเหลือง Yellow Box แต่ไม่มีการบังคับใช้ การตีเส้นทะแยงเหลือง แต่ไม่มีกล้องจับปรับ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด มันก็เป็นแค่ "สีทาถนน" ที่รอวันเกิดอุบัติเหตุค่ะ เครื่องกั้นมีไว้กันรถไม่ให้เข้า แต่แก้ปัญหารถที่ติดค้างอยู่แล้วไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรบริเวณจุดดังกล่าว ขาดความรับผิดชอบในการปฎิบัติหน้าที่
ประการที่สาม: เบรกไม่ทันระยะสายตา รถไฟสินค้าวิ่งมาแค่ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ด้วยขนาดและน้ำหนักที่มาก ต่อให้คนขับดึงเบรกฉุกเฉินทันทีที่เห็น ระยะทางแค่นั้นก็หยุดไม่ทัน เราไม่สามารถฝากชีวิตคนไว้กับสายตา คนขับเพียงอย่างเดียว ต้องมีเทคโนโลยีเตือนล่วงหน้า แถมไม่หนำซ้ำทราบว่า คนขับรถไฟมีสารเสพติดในขณะปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ต้องกำชับไปถึงหน่วยที่รับผิดชอบในการกำหนดบทลงโทษ
ประการต่อไป การทำงานของแต่ละหน่วยงานควรจะมีการประเมินมาตรการของกระทรวงคมนาคม ถูกทิศทางหรือไม่ แต่ทั้งหมดยังไม่ใช่ทางออกถาวร ในระบบของกระทรวงคมนาคมที่เน้นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชน
ที่ผ่านมาชื่นชมมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมที่ห้ามขบวนสินค้าเข้าเมืองตอนกลางวัน แต่นี่คือมาตรการชั่วคราว ถ้าเราย้ายรถไฟไปวิ่งกลางคืนทั้งหมด หรือให้เปลี่ยนถ่ายไปลงรถบรรทุกเล็ก เราอาจกำลังย้ายความเสี่ยง ไปสู่ความเหนื่อยล้าของคนขับ จะกระทบเวลาซ่อมราง และเพิ่มอุบัติเหตุรถบรรทุกบนถนนแทน เป้าหมายของเราต้องเป็นการลดความเสี่ยงของทั้งระบบ ทางออกต่อไป คือการสร้างชั้นป้องกัน 4 ชั้นที่รอยต่อถนน–ราง ดังนั้น สส.มนพร พรรคเพื่อไทย ได้เสนอแนวทางเชิงวิศวกรรมและเทคโนโลยี ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าว โดยแบ่งการป้องเป็น 4 ชั้นดังนี้
ชั้นที่ 1: บังคับห้ามค้างบนราง ทบทวน เส้นสีเหลือง Yellow Box ใหม่ทั้งหมด ติดกล้อง CCTV ปรับจริงจัง กติกาต้องชัด "ถ้าทางออกหน้าทางข้ามไม่ว่าง ห้ามรถทุกชนิดหัวล้ำเข้าไปเด็ดขาด"
ชั้นที่ 2: ไฟจราจรช่วยเคลียร์รถ เมื่อรถไฟมา ไฟจราจรด้านหน้าแยกต้องบังคับเขียวเพื่อระบายรถออกจากรางทันที สหรัฐอเมริกาใช้ระบบนี้ลดอุบัติเหตุได้เกือบ 100% เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทำได้ทันที ไม่ต้องรองบสร้างสะพานข้ามแยกเป็นสิบปี
ชั้นที่ 3: ระบบรางต้องรู้ล่วงหน้า ติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับรถค้างบนรางรถไฟ และส่งสัญญาณเตือนเข้าห้องคนขับรถไฟล่วงหน้า คนโบกธงแดงควรเป็นแค่แผนสำรอง
ชั้นที่ 4: ลดจุดตัดถาวร จุดเสี่ยงสูงต้องสร้างทางลอด ทางข้าม หรือทางเลี่ยงเมืองอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล และต้องทำการศึกษาเพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระหรือส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ
นอกจากนี้ สส.มนพร พรรคเพื่อไทย ยันมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐ ข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐ 5 ข้อ เพื่อให้เรื่องนี้ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง ดังนี้
1.เปิดเผยผลสอบสวนเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ชี้ตัวคนผิด แต่ต้องชี้ช่องโหว่ของสัญญาณจราจรและระบบคัดกรองพนักงาน
2.ประเมินความเสี่ยงทั้งเส้นทาง ตรวจสอบรัศมี 200-300 เมตร ดูลงไปถึงปัญหาคิวรถสะสม ไม่ใช่ตรวจแค่ที่ตัวไม้กั้น
3.จัดลำดับความเสี่ยงจุดตัด 27 แห่งใน กทม. ระบุให้ชัดว่าจุดไหนต้องติดกล้อง จุดไหนเชื่อมสัญญาณไฟ หรือทำทางแยก
4.แผนลงทุนต้องมีเจ้าภาพชัดเจน มีงบประมาณ และมีกรอบเวลาที่สภาตรวจสอบได้
5.รัฐบาล ควรบูรณาการระบบขนส่งในเขตเมืองให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างกรณีรถไฟชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก - เพชรบุรี ไม่ได้มีเฉพาะหน่วยงาน รฟท. หรือ ขสมก. เพียงเท่านั้น แต่หน่วยที่สำคัญที่สุด คือ หน่วยงานที่มีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่ และ การจราจร คือ กทม. และตำรวจจราจรในพื้นที่ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดทำระบบสัญญาณไฟจราจร รวมทั้งการจัดระบบช่องทางจราจรที่ไม่สอดคล้องกัน โดยมีสำนักการจราจรและขนส่ง เป็นผู้รับผิดชอบ และอีกหน่วยงานหนึ่งคือ ตำรวจจราจรที่ควบคุมสัญญาณไฟจราจร บริเวณแยกดังกล่าว ที่ไม่สามารถบริหารจัดการระบบจราจรได้ จนส่งผลให้รถติดยาวต่อเนื่อง คร่อมทางรถไฟซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่รถเมล์เพียงอย่างงเดียวแต่มีรถของงประชาชนอีกจำนวนมาก ซึ่งหากลองคิดดู ว่าหากไม่มีรถเมล์ขวางแล้ว อาจจะมีผู้เสียชีวิต ในจำนวนที่มากกว่านี้ด้วยซ้ำไป
ขอฝากว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่ควรจบลงที่การหาใครสักคนมารับโทษเพื่อปิดคดีและให้เรื่องค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม แต่ต้องจบลงที่การพัฒนาระบบใหม่เพื่อไม่ให้เราต้องเผชิญกับความสูญเสียเช่นนี้อีก
ระบบที่ดี คือระบบที่ต่อให้คนขับรถผิดพลาด รถก็จะต้องไม่ไปค้างอยู่บนราง และต่อให้มีรถค้างบนราง รถไฟก็จะต้องรู้ตัวล่วงหน้าและสามารถเบรคได้ทัน พื้นที่ทางข้ามรถไฟในเมือง ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ประชาชนต้องฝากชีวิตไว้กับไฟแดง ไม้กั้น และโชคชะตาอีกต่อไป เชื่อว่าระบบคมนาคมของประเทศไทย จะต้องมีมาตรฐานที่ดีกว่านี้