ไม่พบผลการค้นหา
ปฏิรูปสภา กทม. ด้วยมือ ‘ส.ก. คนทำงาน’ ภาพฝันของสภากรุงเทพฯ

กรุงเทพมหานครมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 50 คนจาก 50 เขต ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติและกลไกตรวจสอบของเมืองหลวง แต่ที่ผ่านมาคำถามที่ตามมาเสมอคือ สภาแห่งนี้ทำงานได้เต็มศักยภาพแล้วหรือยัง บทความนี้ประมวลแนวทาง ‘สภาในฝัน’ และข้อเสนอปฏิรูปสภา กทม. จากมุมมองของผู้ที่อยากเห็นสภาเป็นพื้นที่ของคนทำงานจริง ไม่ใช่เวทีของวาระซ่อนเร้น

หัวใจของข้อเสนอเริ่มต้นที่ ‘ส่วนผสม’ ของคนในสภา แทนที่จะมองสมาชิก 50 คนเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แนวคิดนี้เสนอให้สภาประกอบด้วยคนที่มีความถนัดต่างกัน ราว 15-20 คน ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญและเข้าใจปัญหาเชิงพื้นที่อย่างลึกซึ้ง อีกราว 10 คน ควรเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและงบประมาณ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของงานนิติบัญญัติ และอีกราว 13-15 คน ควรมีความสามารถเฉพาะด้านที่สอดคล้องกับคณะกรรมการสามัญทั้ง 13 ชุดของสภา เมื่อองค์ประกอบลงตัว สภาก็จะมีคนที่ ‘รู้จริง’ ในทุกมิติของการบริหารเมือง

นอกจากนี้การเข้าใจกติกาที่ ส.ก. ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ซึ่งกระจายอยู่ในกฎหมายและระเบียบหลายระดับ และคู่มือการปฏิบัติงานของสมาชิกสภา กทม. ทั้งสองเล่ม ยังเป็นรากฐานที่ ส.ก. และคนทำงานต้องแม่นยำก่อนจะลงมือเปลี่ยนแปลงอะไร

สก คนทำงาน ต้องปฏิรูปการทำงาน สภา กทม. 4 ด้าน

1. เปิดประตูให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ปัจจุบันสิทธิในการเสนอร่างข้อบัญญัติของ กทม. สงวนไว้เฉพาะผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เท่านั้น ข้อเสนอปฏิรูปคือการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา กทม. พ.ศ. 2562 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างข้อบัญญัติได้เอง โดยกำหนดจำนวนผู้เข้าชื่อให้เหมาะสมกับบริบทของเมือง เทียบเคียงกับกลไกระดับรัฐสภาที่ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 10,000 คน นี่คือการคืนอำนาจการกำหนดกติกาเมืองให้กับคนเมืองโดยตรง

2. ยกระดับประสิทธิภาพด้วยระบบใหม่และเทคโนโลยี

ด้านนี้เป็นหัวใจของการปฏิรูป โดยมีหลายกลไกประกอบกัน

ประการแรก คือการสร้าง คณะกรรมการร่วม "สภา–ผู้บริหาร–ข้าราชการ" ที่ประชุมกัน 3 สมัยใน 1 ปี ทั้งช่วงเปิด กลาง และปิดสมัยประชุม เพื่อติดตามผลงาน ถกปัญหา และร่วมหาทางออกให้เมืองอย่างบูรณาการ แทนที่จะทำงานแยกส่วนต่างคนต่างทำ

ประการที่สอง คือการ รื้อระบบคณะกรรมการ เพื่อลดความซ้ำซ้อน ปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาเป็นจำนวนมากจนงานสภาบวม ข้อเสนอคือให้ใช้คณะกรรมการสามัญทั้ง 13 ชุดเป็นงานประจำหลักให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่คณะกรรมการกิจการสภา การศึกษา การโยธาและผังเมือง การสาธารณสุข การรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเงินการคลังและงบประมาณ การปกครอง การพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม การจราจรและขนส่ง การระบายน้ำ วัฒนธรรมการท่องเที่ยวและการกีฬา ไปจนถึงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัล

หลักการคือ หากประเด็นที่ต้องการศึกษาอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการสามัญอยู่แล้ว ห้ามตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นใหม่ ยกเว้นกรณีจาก 3 แหล่งคือ คณะกรรมการสามัญสรุปเองว่าควรแยกศึกษา, เป็นประเด็นพิเศษที่ทั้งสภาต้องพิจารณาร่วมกันเช่นเรื่องหนี้รถไฟฟ้า, หรือมาจากกฎหมายแม่บทเช่นข้อบัญญัติการควบคุมความเข้มแสงป้ายโฆษณา และที่สำคัญคือต้องมีกรอบเวลาชัดเจน ไม่เกิน 6 เดือน (180 วัน) ขยายได้อีกไม่เกิน 6 เดือนพร้อมรายงานความคืบหน้าและเหตุผล รวมแล้วไม่เกิน 1 ปี หากเกินกำหนดให้บังคับปิดคณะกรรมการวิสามัญทันที เพื่อตัดปัญหาการพิจารณาที่ยืดเยื้อไร้กำหนด

ประการที่สาม คือการตั้งเป้าหมายแบบ OKRs ตั้งแต่ปีแรก ที่เข้ามาทำงาน วัดผลทั้งประสิทธิภาพนิติบัญญัติจากจำนวนข้อบัญญัติใหม่และสัดส่วนการทบทวนข้อบัญญัติเก่าให้ทันสมัย วัดผลการติดตามงานผ่านกลไกวิปสภา ใช้ข้อมูลจาก Traffy Fondue วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำข้อเสนอเชิงนโยบายรายเขต ทำงานบูรณาการข้ามหน่วยงานนอกสังกัด กทม. ผลักดันการกระจายอำนาจและงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายเมืองพี่เมืองน้อง และแถลงผลงานต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบหลังปิดสมัยประชุมหรือเป็นรายงานประจำปี

3. โปร่งใส ตรวจสอบได้

จุดอ่อนสำคัญของสภาปัจจุบันคือความโปร่งใส ข้อบังคับการประชุมสภา กทม. พ.ศ. 2562 ข้อ 81 กำหนดเพียงให้ประธาน ‘ประกาศมติต่อที่ประชุมทันที’ ในรูปผลรวมคะแนน แต่ไม่มีบทบัญญัติให้บันทึกชื่อผู้ลงคะแนนรายบุคคลเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับรายงานการประชุม ความโปร่งใสในชั้นกรรมการ และความโปร่งใสด้านงบประมาณ ที่ล้วนไม่มีข้อบังคับให้เปิดเผยเป็นหลักการทั่วไป ทุกวันนี้ประชาชนต้องทำจดหมายถึงประธานสภาทุกครั้งจึงจะเข้าถึงข้อมูลได้

ข้อเสนอคือการแก้ข้อบังคับให้เปิดเผยบันทึกการลงมติรายบุคคล รายงานการประชุม และข้อมูลงบประมาณ โดยควรเปิดเผยอย่างน้อย 14 วันหลังวันประชุมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมทั้งการประชุมใหญ่และชั้นคณะกรรมการสามัญและวิสามัญ

4. ตรวจสอบจริยธรรม ยึดจรรยาบรรณ

เรื่องสุดท้ายคือการเร่งจัดทำและประกาศใช้ ประมวลจริยธรรมสมาชิกสภา กทม. ให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานกำกับพฤติกรรมและการทำหน้าที่ของ ส.ก. ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม เนื่องจากในสมัยที่ผ่านมาการปรับปรุงข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภา กทม. พ.ศ. 2559 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

สภาปัจจุบันยังขาดอะไร ?

จากมุมมองของอดีต ส.ก. สภายังมีช่องว่างหลายเรื่องที่ต้องเติมเต็ม ส.ก. ควรมีทีมที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งกฎหมาย ผังเมือง งบประมาณ และเทคโนโลยี โดยอาจกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำเช่นวุฒิปริญญาตรีหรือมีประสบการณ์ด้านนโยบายสาธารณะและชุมชน นอกจากนี้ควรมีระบบฐานข้อมูลการอภิปราย (Data Set) ที่จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหมวดหมู่เชิงประเด็นตามยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงเป็น Open Data ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น การเชื่อมกับแพลตฟอร์มอย่าง WeVis Parliament Watch

ในเชิงกระบวนการ ควรผลักดันระเบียบรองรับการประชุมคณะกรรมการผ่านระบบออนไลน์ กำหนดจำนวนสมาชิกสูงสุดต่อคณะอนุกรรมการและจำกัดจำนวนชุดที่กรรมการคนหนึ่งจะนั่งได้ และที่สำคัญคือต้องใช้เครื่องมือสภาให้ถูกหลักการ กล่าวคือ ‘ญัตติ’ ใช้สำหรับเรื่องนโยบายภาพรวมของเมือง ส่วน ‘กระทู้ถาม’ ใช้สำหรับปัญหาเร่งด่วนหรือประเด็นในพื้นที่ที่ต้องการการแก้ไขจากฝ่ายบริหารโดยตรง ขณะที่การเรียกข้าราชการมาให้ข้อมูลแม้เป็นเอกสิทธิ์ที่ทำได้ ก็ต้องยึดหลักธรรมาภิบาล เน้น ‘ตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหา’ ไม่ใช่แทรกแซงการบริหารงานบุคคล

จุดยืน ‘สก. อิสระ’ และแนวทาง 12 ประการ

ทำไมการเป็น ส.ก. อิสระจึงสำคัญ คำตอบคือการเสนอตัวทำงานเมืองด้วยความเชี่ยวชาญโดยไม่อิงพรรค ทำให้งานสภาโปร่งใสไร้วาระซ่อนเร้น พร้อมตรวจสอบและสนับสนุนผู้ว่าฯ ด้วยเหตุผล ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตัดสินใจได้คล่องตัวรวดเร็ว และยึดโยงการแก้ปัญหาพื้นที่โดยไม่ติดกรอบนโยบายพรรคใหญ่

ทั้งหมดนี้สรุปรวมเป็นแนวทาง 12 ประการของผู้สมัคร ส.ก. คนทำงาน ได้แก่ เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง, เน้นผลลัพธ์ที่วัดได้, ปฏิบัติได้จริง, ยึดประโยชน์ส่วนรวม, โปร่งใสพร้อมตรวจสอบ, ตัดสินใจบนข้อมูลและวิทยาศาสตร์, สร้างสรรค์หาทางออกใหม่, สื่อสารเชิงบวกไม่โจมตีใส่ร้าย, ทำงานสาธารณะอย่างมีพลังและมุ่งมั่น, สร้างความเชื่อมั่นให้การเมืองไว้ใจได้, พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเคารพรับฟังความแตกต่าง

ข้อเสนอปฏิรูปสภา กทม. ชุดนี้ไม่ได้มองสภาเป็นเพียงเวทีอภิปราย แต่มองเป็นองค์กรที่ต้องมีองค์ประกอบคนที่หลากหลาย มีระบบงานที่กระชับ มีเป้าหมายที่วัดผลได้ เปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน และยึดจริยธรรมเป็นที่ตั้ง หากทำได้ครบทั้งสี่ด้าน สภากรุงเทพมหานครก็จะแปรสภาพจาก ‘สภาในฝัน’ บนกระดาษ ไปสู่สภาของคนทำงานที่ประชาชนพึ่งพาและตรวจสอบได้จริง