ไม่พบผลการค้นหา
เลขาธิการ กกต. เผย ครม.ส่งมติเตรียมประชามติแล้วตามกฎหมาย แต่ยังไม่กำหนดวันชัด ต้องรอ 15 วัน ให้นายกฯ ประกาศ ย้ำสามารถจัดพร้อมวันเลือกตั้งได้ กำชับพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. แยกหาเสียงเลือกตั้ง ออกจากเวทีประชามติ ห้ามชี้นำความเห็น ยืนยันสถานการณ์ชายแดนไม่กระทบการจัดเลือกตั้ง

วิทยุรัฐสภา รายงานวันนี้ (17 ธันวาคม 2568) นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการทำประชามติ ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับหนังสือแจ้งมติคณะรัฐมนตรีแล้วตามมาตรา 15 ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องต้องส่งข้อมูล 5 ประเด็นหลักมาให้ ได้แก่ ชื่อเรื่องประชามติ เหตุผลและความจำเป็น สาระสำคัญ ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ รวมรวมถึงงบประมาณ ประโยชน์ และข้อดีข้อเสีย เพื่อให้ กกต.เตรียมการด้านเอกสารและการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถือว่าเป็นการกำหนดวันออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการ ต้องรอระยะเวลาอีก 15 วันตามกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งจะตรงกับวันเลือกตั้งหรือไม่ขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในอำนาจของ กกต. ทั้งนี้ ตามกฎหมายสามารถกำหนดให้การออกเสียงประชามติตรงกับวันเลือกตั้งได้

นายแสวงอธิบายว่า กรอบเวลาการทำประชามติมี 2 กรณี หากจัดแยกจากวันเลือกตั้ง จะต้องดำเนินการภายใน 90–120 วัน แต่หากจัดพร้อมกับวันเลือกตั้ง กำหนดกรอบเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน และไม่เกิน 150 วัน อย่างไรก็ตาม มาตรา 11/3 เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีกำหนดกรอบเวลาที่แตกต่างจากที่กฎหมายกำหนดได้ หากมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยต้องหารือกับ กกต.ว่าการดำเนินงานและการเผยแพร่เอกสารให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นสามารถทำได้ทันหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการหารือร่วมกันแล้ว และ กกต.ยืนยันความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง หากดำเนินการพร้อมกันจะช่วยลดงบประมาณลงได้จำนวนมาก

ในประเด็นการหาเสียงเลือกตั้งและการแสดงความคิดเห็นในเวทีประชามติ เลขาธิการ กกต.ระบุว่า พรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่เมื่อเป็นเวทีประชามติ ต้องนำเสนอเฉพาะสาระสำคัญของประเด็นที่นำไปออกเสียง ไม่สามารถชักนำให้ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยได้ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ที่ประสงค์ขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็นประชามติ ต้องลงทะเบียนระบุฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และขึ้นพูดในนามส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามพรรคการเมือง โดยสำนักงาน กสทช.ได้แจ้งให้สื่อของรัฐและเอกชนจัดสรรเวลาการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับขอบเขตการนำนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญไปใช้ในการหาเสียง นายแสวงย้ำว่า ทำได้เพียงการเสนอแนวทางหรือนโยบาย ไม่สามารถชี้นำประชาชนให้ลงคะแนนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากกฎหมายการเลือกตั้งและกฎหมายประชามติมีข้อบังคับแตกต่างกัน หากฝ่าฝืนอาจมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด

เลขาธิการ กกต.กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่จัดทำประชามติไม่ใช่ กกต. แต่เป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องส่งมติและคำถามประชามติมาให้ กกต. ส่วนเอกสารที่คณะรัฐมนตรีส่งมานั้นเพิ่งได้รับและยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด โดยการจัดประชามติพร้อมการเลือกตั้งจะช่วยลดงบประมาณได้หลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี

ในส่วนกรณีรัฐบาลที่อยู่ในสถานะปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาการ จะสามารถดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ได้หรือไม่ นายแสวงระบุว่า ต้องพิจารณาภายใต้มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งครอบคลุม 3 เรื่อง คือ การดำเนินโครงการ การแต่งตั้งโยกย้าย และการใช้งบประมาณกลาง หากมีการของบกลางสามารถทำได้ แต่ กกต.จะพิจารณาตามเงื่อนไขของกฎหมาย

สำหรับสถานการณ์ชายแดนที่อาจกระทบต่อการเลือกตั้ง เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและผู้ปฏิบัติงาน แต่ไม่กระทบต่อการจัดการเลือกตั้ง กกต.มีแผนบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกในพื้นที่พิเศษอยู่แล้ว แม้ในกรณีประกาศกฎอัยการศึกก็ยังสามารถบริหารการเลือกตั้งได้ภายใต้กรอบกฎหมายที่ให้อำนาจ ยืนยันว่าการเลือกตั้งสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่กำหนดไว้