ไม่พบผลการค้นหา
กองทุน ววน. ผนึกกำลัง World Bank เชื่อมภาคนโยบายภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมออกแบบอนาคตและก้าวใหม่ของประเทศไทย ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. และผู้บริหาร สกสว. เข้าร่วมการประชุม “อนาคตนวัตกรรมของประเทศไทย : Innovation for Future Thailand” ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้นำด้านเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต และแนวทางยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

การประชุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างกองทุน ววน. โดย สกสว. และ World Bank ในการศึกษาและพัฒนากลไกนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยน “ศักยภาพด้านนวัตกรรม” ไปสู่ “การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและสีเขียว อาหารและเกษตรมูลค่าสูง ดิจิทัลและ AI สุขภาพและเวลเนส และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ภายในการประชุมครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติร่วมแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนประเทศผ่าน “MHESI Action Plan 2026–2030” ซึ่งมุ่งผลักดันประเทศไทยในหลายมิติสำคัญ อาทิ AI and Data-Driven Nation, Semiconductor Thailand, Wellness Thailand และ Frontier Innovation เพื่อยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมากขึ้น โดยมองว่าประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งการแข่งขันด้าน AI เทคโนโลยีขั้นสูง การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การแข่งขันเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อทิศทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนา “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ที่เอื้อให้ภาควิชาการ นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคการผลิต สามารถทำงานประสานกันได้มากขึ้น เพื่อผลักดันให้องค์ความรู้และเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ได้จริง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมสะท้อนทิศทางการดำเนินงานของกระทรวง อว. ในระยะต่อไป ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นฐานสำคัญในการเสริมศักยภาพประเทศ พัฒนากำลังคน และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ด้าน นางเมลินดา กู๊ด (Ms. Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ไทยจะได้สะท้อนศักยภาพและทิศทางการเติบโตของประเทศต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง มีองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญที่แข็งแรงทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ เศรษฐกิจดิจิทัล การท่องเที่ยว และสถาบันวิจัยที่มีศักยภาพ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อน คือ การเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้กลายเป็นการเติบโตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มผลิตภาพ และสร้างอุตสาหกรรมให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับโลก

นายเดนิส เมดเวเดฟ (Mr. Denis Medvedev) ผู้อำนวยการโลกด้านการค้า การแข่งขัน และธุรกิจ ธนาคารโลก กล่าวว่า การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของแต่ละประเทศจำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของประเทศนั้น ๆ เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ ศักยภาพ และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ซึ่งประเด็นสำคัญที่ควรต้องพิจารณาให้ลึก คือ การพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศ และสามารถเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ภาควิจัย ภาคการเงิน และภาครัฐให้ทำงานร่วมกันได้จริง อีกทั้งมองว่านวัตกรรมไม่ได้มุ่งเน้นแต่ตัวเทคโนโลยี แต่เกี่ยวโยงไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน การเข้าถึงตลาด ระบบการเงิน กฎระเบียบ ตลอดจนความสามารถในการนำเทคโนโลยี และ AI ไปใช้ในภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ กรอบแนวคิด “3I Strategy” จาก World Development Report 2024 ของธนาคารโลก ซึ่งประกอบด้วย Investment, Infusion และ Innovation โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยต้องยกระดับให้สามารถดึง “องค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถ” เข้ามาพร้อมกับเงินลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ของประเทศในระยะยาว

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธาน กสว. ได้นำเสนอ “Thailand SRI Index 2025” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินสุขภาพของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ผ่าน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การลงทุนด้าน ววน. ผลผลิตองค์ความรู้ การใช้ประโยชน์และพาณิชย์นวัตกรรม ความร่วมมือและการเชื่อมโยง และผลกระทบจากนวัตกรรม โดยประเทศไทยมีคะแนนรวมอยู่ที่ 7.77 คะแนน สำหรับการประเมินระบบนวัตกรรมของประเทศเสมือน “การตรวจสุขภาพประจำปี” ที่ต้องมองทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน ความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนา พร้อมสะท้อนภาพชัดว่า แม้ประเทศไทยจะมีงานวิจัย บุคลากร และภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่การเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้นำเสนอผลการศึกษา “Policy Effectiveness Review” โดยพบว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 341 กลไก ทั้ง incubator, accelerator, science park, talent mobility และมาตรการสนับสนุนรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งยังมีโอกาสในการบูรณาการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันอีกมาก ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการบูรณาการเชิงนโยบายและกลไกขับเคลื่อนข้ามหน่วยงานมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนด้าน ววน. สามารถตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจและสร้างผลกระทบต่อประเทศได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนตัวอย่างนวัตกรรมในหลายสาขา ทั้ง AI สุขภาพดิจิทัล เทคโนโลยีลดคาร์บอน การผลิตขั้นสูง แพลตฟอร์มดิจิทัล และเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) พร้อมสะท้อนว่า “ดิจิทัลและ AI” จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการแข่งขันในทุกอุตสาหกรรมในอนาคต

การหารือครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำบทบาทของกองทุน ววน. และ สกสว. ในฐานะกลไกกลางของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคนโยบาย ภาคเอกชน นักลงทุน และเครือข่ายระหว่างประเทศเข้าด้วยกันเท่านั้น อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการใช้ “วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่กำลังเริ่มเชื่อมต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น