วันนี้ (29 มกราคม 2569) บรรยากาศปราศรัยการหาเสียงลำปางคึกคัก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำคณะแกนนำชุดใหญ่ อาทิ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร 2 ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่เพื่อขอคะแนนเสียงแบบยกจังหวัด 4 เขต ให้กับผู้สมัคร สส.ลำปาง ได้แก่ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร (เขต 1), นายธนาธร โล่ห์สุนทร (เขต 2), นายบุญเลิศ แสนเทพ (เขต 3) และนางสาวรภัสสรณ์ นิยะโมสถ (เขต 4)
โดยเมื่อเดินทางถึงลำปาง 'ยศชนัน' และคณะเพื่อไทย ได้เข้ากราบสักการะมณฑปหลวงพ่อเกษม เขมโก ณ สำนักสุสานไตรลักษณ์ โดยมีพี่น้องประชาชนมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนจะขึ้นรถแห่เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่มิวเซียมลำปาง ซึ่งตลอดเส้นทางกว่า 3 กิโลเมตร ได้รับเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่ออกมาโบกไม้โบกมือให้ตลอดสองข้างทาง รวมถึงประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ใช้รถจักรยานยนต์
ในการปราศรัย 'ยศชนัน' ชูปั้นลำปางเป็น 'นครแห่งความสุข' และศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าของภาคเหนือตอนบน พร้อมย้ำว่าวันที่ 8 ก.พ.นี้ จะเป็นวันเปลี่ยนอนาคตหากชาวลำปางเลือกพรรคเพื่อไทยทั้ง 4 เขต
"ผมมีความฝันที่อยากเห็นลำปางยิ่งใหญ่กว่าเดิม โดยเฉพาะเซรามิกตราไก่ที่ขึ้นชื่อ เราจะห้ามเก็บไว้แค่ในลำปาง แต่ผมจะนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปนำเสนอสู่สายตาชาวโลก เพื่อสร้างรายได้ให้พี่น้อง"
ด้านการท่องเที่ยว "เราจะไม่ยอมให้ลำปางเป็นเมืองผ่านที่นักท่องเที่ยวอยู่เพียงคืนเดียวแล้วจากไป พรรคเพื่อไทยจะพลิกโฉมการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก เพื่อให้ลำปางเป็นเมืองที่น่าอยู่และสร้างความสุขให้กับทุกคน"
นอกจากนี้ 'ยศชนัน' ยังได้ย้ำนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ทั้งการแก้หนี้แบบครบวงจร การพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี และการประกันราคาสินค้าเกษตร 30% เพื่อดึงประชาชนออกจากวิกฤตความยากจน
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นปราศรัยตอบโต้กรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่ใช้วาทกรรม "เลือกพรรครักชาติ" มาหาเสียง โดยระบุว่าเป็นการสร้างสมมติฐานจากความเห็นส่วนตัวที่อาจสร้างความขัดแย้ง พร้อมฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้กำกับดูแลลูกพรรคไม่ให้ใช้วาทกรรมแบ่งแยกประชาชนเช่นนี้
"ในฐานะคนเสื้อแดงที่มีอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ผมไม่เคยตราหน้าใครว่าไม่รักชาติ เพราะทุกคนต่างหวังดีต่อบ้านเมืองในมุมที่ต่างกัน แม้แต่กรณีที่ดินเขากระโดงหรือคดีฮั้ว สว. ผมก็ไม่เคยกล่าวหาว่าใครเกลียดชาติ" นายณัฐวุฒิ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังได้ชี้แจงประเด็นกองทุนประกันสังคมว่า พรรคเพื่อไทยรับรู้ถึงปัญหามาตลอด แต่ที่ผ่านมาอยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อเพื่อไทยเข้ามากำกับดูแลกระทรวงแรงงานเพียง 2 เดือน ก็ได้เร่งตรวจสอบและดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องทันที และให้คำมั่นว่าหากได้รับโอกาสเป็นรัฐบาล "จะยกเครื่องระบบประกันสังคมให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน"
ในช่วงท้าย นายณัฐวุฒิได้ย้ำเตือนทิ้งท้ายถึงคู่แข่งทางการเมืองว่า "สีแดงไม่ใช่อาหารหนู" และหากพรรคเพื่อไทยคว้าชัยชนะเป็นอันดับ 1 ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวคือ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เท่านั้น