ไม่พบผลการค้นหา
'มาริษ' ชี้การแก้ปัญหาสต็อกนม UHT ไม่ใช่แค่ระบายสินค้า แต่คือการเปลี่ยน 'วิกฤต' เป็นโอกาส สร้างตลาดใหม่ และอนาคตที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ว่า การแก้ปัญหาสต็อกนม UHT ไม่ใช่แค่การระบายสินค้า แต่คือการเปลี่ยน 'วิกฤต' ให้เป็นโอกาส ในการสร้างตลาดใหม่ และอนาคตที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย

ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วัชระพล ขาวขำ ที่เชิญผมเข้าประชุมร่วมกับทีมงานและสำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตรประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง กรุงจาการ์ตา รวมถึงสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ และนครกวางโจว เพื่อร่วมกันหาทางออกเรื่องสต็อกนม UHT ของ อสค. และมองหาโอกาสใหม่ในการส่งออก

จากการหารือ ที่ประชุมฯ เห็นร่วมกันว่า การส่งออกนม UHT ไทยควรเดินหน้า 3 แนวทางหลัก

แนวทางที่ 1 : เพิ่มมูลค่า มากกว่าการแข่งราคา

ตลาดจีนยังมีศักยภาพ แต่เราไม่ควรแข่งด้วยราคา เพราะสู้ผู้ผลิตในประเทศได้ยาก สิ่งที่ควรทำคือสร้างความแตกต่างของสินค้า (Product Differentiation) และเจาะตลาดเฉพาะ (Niche Market) เช่น นม UHT ที่มีรสหรือคอนเซ็ปต์จากผลไม้ไทยอย่างทุเรียนหรือมังคุด พร้อมยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อเพิ่มมูลค่าและจับกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ

แนวทางที่ 2 : ใช้ความร่วมมือรัฐต่อรัฐเปิดตลาด

อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการนมสูงกว่าการผลิตในประเทศ แม้ขั้นตอนมาตรฐานและการขึ้นทะเบียนจะใช้เวลา แต่สามารถผลักดันผ่านความร่วมมือ G2G เพื่อเปิดตลาดได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

แนวทางที่ 3 : ใช้จุดแข็งไทยในอาเซียน

ฟิลิปปินส์เป็นผู้นำเข้านม UHT ที่สำคัญ ขณะที่เมียนมาและ สปป.ลาว ยังพึ่งพาการนำเข้า ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ การค้าชายแดน และโลจิสติกส์ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นความแข็งแกร่งทางการค้าได้

สำหรับผม การพัฒนาอุตสาหกรรมนมของไทยเป็นเรื่องที่ใฝ่ฝันมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และกรุงเวลลิงตัน เพราะเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงวางรากฐานอุตสาหกรรมนมไทยเพื่อยกระดับชีวิตเกษตรกร

รวมกับประสบการณ์ของผมในประเทศทั้ง 2 ซึ่งเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมของโลก ทำให้ผมมั่นใจว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการผลิตมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่า การสร้างแบรนด์ การเข้าถึงตลาด และการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างมียุทธศาสตร์

บทเรียนสำคัญจากครั้งนี้ คือ การส่งออกสินค้าเกษตรยุคใหม่ ไม่ได้เริ่มจากการผลิต แต่เริ่มจากการเข้าใจ “ห่วงโซ่มูลค่า” อย่างแท้จริง โดยเข้าใจตลาด (ปลายน้ำ) วางยุทธศาสตร์ให้ถูกตั้งแต่ R&D (ต้นน้ำ) การผลิต (กลางน้ำ) และใช้การทูตเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือทางการค้า เพื่อเปลี่ยน “ปัญหาสต็อกสินค้า” ให้กลายเป็น “โอกาสใหม่” และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ครับ

HOhiO7naIAM449n.jfif