ไม่พบผลการค้นหา
'ณัฐธิดา' สส.เพื่อไทย ชู 'นครปฐมโมเดล' ใช้งบ 2 แสน อุดจุดเสี่ยงป้องกันน้ำท่วม แทนเยียวยา 10 ล้าน! หนุนท้องถิ่นถือกุญแจจัดการน้ำเอง เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้ดีที่สุดว่าคลองไหนต้องขุด จุดไหนต้องกั้น เหมือนในญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์

ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (29 มีนาคม 2569) ว่า น้ำในนาพี่น้องเกษตรกรไทย ใครเป็นคนกำหนดว่าจะมาหรือจะแล้ง?

ทรายอยากให้ทุกท่านลองนึกภาพตามนะคะ

เกษตรกรที่ปลูกข้าวมาทั้งชีวิต แต่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะบอกว่า “อยากให้น้ำมาเมื่อไหร่” เพราะคนที่ตัดสินใจ นั่งอยู่ในกรุงเทพฯ ห่างจากนาของเขาหลายร้อยกิโล ดังนั้นปัญหาน้ำในไทย จึงไม่ใช่แค่เรื่องฝนไม่ตกหรือน้ำท่วม แต่มันคือเรื่องของ “อำนาจที่อยู่ไกลตัวเกินไป”

สิ่งที่ทรายเห็นมาตลอดคือ พอน้ำมาก็ท่วมจนมิด พอน้ำน้อยก็แล้งจนทำการเกษตรไม่ได้ แต่คนที่รับผลกระทบ กลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงบอกความต้องการของตัวเอง

จนกระทั่งทรายได้ไปร่วมเวที "ความสำเร็จของจุดเริ่มต้นก้าวแรกสู่กลไกการจัดการน้ำครบวงจรนครปฐม 100 ปี ชาตกาล รัชกาลที่ 9 : คืนสายน้ำที่มีชีวิตให้แม่น้ำท่าจีนนครปฐม" เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ทรายได้เห็นความหวังที่จับต้องได้จริงจาก ‘นครปฐมโมเดล’ ค่ะ

ที่นครปฐม เขาไม่ได้นั่งรอคำสั่งจากส่วนกลาง แต่ให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 117 แห่ง ปรับเปลี่ยนมาเป็นผู้บริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง โดยใช้ระบบที่เรียกว่า Decision Support System (DSS) เชื่อมโยงข้อมูลทั้งจังหวัดเข้าด้วยกัน

เปลี่ยนวิธีทำงานจากการ 'สั่งการจากส่วนกลาง' มาเป็นการ 'ฟังเสียงของชาวบ้านในพื้นที่' พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าท้องถิ่นรู้ล่วงหน้าและมีอำนาจตัดสินใจ เขาใช้งบเพียง 2 แสนกว่าบาท เพื่ออุดจุดเสี่ยงและป้องกันน้ำท่วมได้ทันเวลา แทนที่จะต้องเสียเงินเยียวยา 10 ล้านบาท หลังน้ำท่วมไปแล้ว และนี่ยังไม่รวมถึงมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาทที่ประชาชนต้องเสียไปเพราะน้ำท่วม

นี่คือตัวอย่างของคำว่า "ป้องกันก่อนเกิดเหตุ" ที่ทำได้จริงถ้าเรากระจายอำนาจการจัดการน้ำได้ดีพอ

แล้วเราจะขยายผลสิ่งนี้ไปทั่วประเทศได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่การให้ท้องถิ่นเขียนแผนผ่าน Thai Water Plan ค่ะ ทรายอยากเห็นพี่น้อง อปท. ทั่วประเทศ เป็นคนถือกุญแจจัดการน้ำเอง โดยการ "เขียนแผนจากพื้นที่" ลงในระบบนี้โดยตรง เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้ดีที่สุดว่าคลองไหนต้องขุด จุดไหนต้องกั้น

ประชาชนรู้ดีที่สุดค่ะว่า 'น้ำคือชีวิต' ถ้าน้ำดี รายได้ก็มา การทำให้ชุมชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของและสามารถวางแผนระบบน้ำด้วยตัวเอง ก็เท่ากับให้พวกเขาวางแผนชีวิตตัวเองได้จริงๆ เหมือนในญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ ที่ชุมชนมีอำนาจดูแลระบบน้ำของตัวเอง สามารถสะท้อนความต้องการของพื้นที่ในการจัดการน้ำได้ ทำให้คนอยู่กับน้ำได้อย่างยั่งยืน ถึงเวลาแล้วค่ะที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยน "คำสั่งจากส่วนกลาง" เป็น "ความต้องการของคนในพื้นที่" เพราะสิทธิในการจัดการน้ำ คือสิทธิในการกำหนดชีวิตของทุกคนค่ะ