วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามเทพหัสดิน สนามกีฬาแห่งชาติ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย “ยศชนันทำได้ เพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้” ว่าครั้งหนึ่งสีแดงและพรรคเพื่อไทยเคยถูกทำให้เป็นผู้ร้ายผ่านวาทกรรมทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ทั้งการดูถูกนโยบายและลดทอนศักดิ์ศรีผู้สนับสนุน แต่พรรคเพื่อไทยไม่ย่อท้อ แต่ยืนหยัดทำงานเพื่อส่งมอบนโยบายที่ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนมาตลอด พร้อมย้ำว่า “ยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในความเห็นของตนคือพี่น้องประชาชน โดยมีข้อความทั้งหมดดังนี้
“สีแดงมันถูกทำให้เป็นผู้ร้ายมาตลอด แต่เราก็จะไม่ยอมแพ้ เพราะตั้งแต่ที่พรรคไทยรักไทยเปลี่ยนบริบทการเมืองไทย มาเน้นขายนโยบาย ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเข้ามาผ่านการเลือกตั้ง และก็สามารถส่งมอบนโยบายต่างๆ ให้กับประชาชน
ที่ผ่านมา เราก็จะเห็นวาทกรรมทางการเมืองต่างๆออกมา เช่น นโยบายประชานิยมเพราะคนรากหญ้าเห็นแก่ตัว ซื้อได้ง่ายๆ กองทุนหมู่บ้านก็เอาเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย 30 บาทก็ทำให้คนไม่ดูแลรักษาสุขภาพ รถไฟขนผัก กู้เงินไปพันรอบโลก เอาอยู่ หญิงชั่วเร่ขายชาติ ประชาธิปไตย 10 วินาที เสียงคุณภาพ ตระบัดสัตย์
สิ่งเหล่านี้ก็ถูกผสมผสานเข้าไปในวัฒนธรรมในรูปแบบต่างๆ สื่อต่างๆ ก็หยิบแนวคิดเหล่านี้เข้าไปทำเป็นพาดหัวมันส์ๆ ด่าแรงๆ หรือ มุขตลกๆ หลังๆก็สามารถสร้าง engagement ในโลก online ได้ง่าย เป็นช่องทางการสร้างรายได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพในการพูด
แต่สิ่งได้ออกมาก็คือภาพจำของนักการเมืองที่เลว นโยบายที่มอมเมาประชาชน ประชาชนก็คิดเองไม่เป็นถูกหลอกให้เลือก ความพยายามที่จะตั้งรัฐบาลเพื่อส่งมอบนโยบายให้กับประชาชนคือความสกปรก
สิ่งที่ได้ออกมาก็คือภาพของผู้สนับสนุนนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเหล่านี้ ต่ำกว่าความเป็นคน และสิ่งที่ได้ออกมาก็คือภาพของคนที่อยู่ตรงข้ามก็จะสามารถสร้างภาพของนักสู้เพื่อความดี ความบริสุทธิ์
เพราะฉะนั้นมันไม่ง่ายหรอกใช่ไหมครับ ที่จะบอกว่าเราเป็นสีแดง ท่ามกลางเหล่าคนดีสีต่างๆ มันไม่ง่ายหรอกครับใช่ไหม ที่จะลุกขึ้นมาเถียงกับใคร ในตอนที่เสียงนกหวีดดังสนั่นเมืองโดยเฉพาะเมื่อเสียงมันดังเป็นพิเศษมาจากชนชั้นสูงและกลาง
มันไม่ง่ายหรอกครับที่จะมองทะลุวาทกรรมต่างๆ ที่มาจากสื่อต่างๆหรือเหล่าผู้มีอิทธิพลทางความคิดทั้งหลายที่ทั้งได้ประโยชน์ทางพาณิชย์และได้ Moral Highground ง่ายๆด้วยการด่านักการเมือง
ผมยังไม่กล้าเล่าให้ผู้ปกครองคนอื่นในโรงเรียนลูกผมรู้เลยว่าผมทำงานการเมือง เพราะในสังคมมันได้ทาสีคำว่านักการเมืองโดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทยไปแล้ว
แต่ผมก็เชื่อว่ามีคนจำนวนมาก ยังมองเห็นประโยชน์และความจำเป็นของของนโยบายต่างๆที่พรรคพยายามจะส่งมอบ ยังมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องตั้งรัฐบาลเพื่อให้สามารถส่งมอบนโยบายเหล่านั้นให้ประชาชนได้ ยังมองเห็นอุปสรรคต่างๆ ที่พรรคต้องเดินผ่าน
และผมก็เชื่อว่า มีคนเห็นว่านโยบายทุกอันที่เราพยายามจะผลักดันมาตลอดมีจุดมุ่งหมายเดียวคือทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น และคนเหล่านั้นคือคนสีแดงใช่ไหมครับ
เขาหาว่าเราโง่ จน ซื้อได้ ถูกหลอกใช้ เห็นแก่ตัว แบก คือคำที่เราถูกเปรียบเทียบว่าต่ำกว่าความเป็นคนมาตลอด เพียงแค่เราสนใจและคิดว่านโนบายของพรรคฯ จะเป็นประโยชน์กับตัวเราเอง แต่เราก็จะไม่ยอมแพ้หรอก
เวทีปราศรัยที่มีประชาชนจำนวนมากมารอเจออาจารย์เชน กอดหอมจนแก้มช้ำไปหมดแล้ว ประชาชนเลือกของดีๆ ในแต่ละท้องถิ่นมาคล้องเต็มคอ เค้าก็จะถูกบอกว่าถูกจ้างมา พอมีคนรุ่นใหม่ๆที่เริ่มจะมาสนใจ มีกระแส GenZforPhuethai มา เค้าด้อยค่าในทันที ว่าโง่บ้างถูกจ้างมาบ้าง ความคิดกับการกระทำแบบนี้มันเกิดขึ้นมาในทุกยุคทุกสมัย ประวัติศาสตร์มันย้อนกลับมาหาเราตลอด
มันไม่เคยเท่ห์ ไม่เคยคูลหรอก ที่จะยืนอยู่ท่ามกลางกระแส สมัยก่อนก็มีทุกสีมารุม สมัยก่อนก็มีเสียงนกหวีดมารุมเป่าใส่หู สมัยนี้และสมัยต่อๆไปก็จะมีมาเรื่อยๆ แต่เราจะไม่ยอมแพ้ใช่ไหม เพราะไม่ว่าเค้าจะเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนสี เปลี่ยนวาทกรรม แต่พวกเรายังยืนอยู่ที่เดิม สีเดิม คือสีแดงที่หัวใจคือพี่น้องประชาชนใช่ไหม
เพราะฉะนั้นพี่น้อง จงยืดอกเป็นสีแดงอย่างภาคภูมิใจ จงยืดอกเป็นสีแดงอย่างมีศักดิ์ศรี จงยืดอกเป็นสีแดงไปด้วยกันได้ไหม แต่ถ้ามาบ่อยเข้า ก็จะขอยกประโยคของผู้ใหญ่ท่านนึงมา “Let it be” หรือ “ช่าง…มัน”
ผมขอเล่าเหตุการณ์อะไรบางอย่าง ตอนที่อาจารย์ เชน เริ่มลงพื้นที่ปราศรัย ตอนนั้นจังหวัดนครราชสีมา มีจุดหนึ่งไปแวะที่วัดแก่งคอย แล้วก็มีแม่ๆกลุ่มหนึ่ง เดินเข้ามาหา แม่ๆกลุ่มนั้นใส่เสื้อแจคเก็ตพรรค ไทยรักไทย คนละเวอร์ชั่น ใส่หมวกไทยรักไทย โลโกนี่ซีดแล้วซีดอีก แต่แม่ๆก็ใส่มารอเจออาจารย์เชนด้วยความภาคภูมิใจ ในนี้มีใครยังมีสัญลักษณ์ของการต่อสู้แบบนั้นอยู่บ้างไหมครับ ไหนเอามาโชว์กันหน่อย
แม่ๆเดินมาแล้วก็มาจับมือผมแล้วบอกว่า แม่เหนื่อยแล้วลูก แม่สู้มานานแล้ว แต่แม่ก็ไม่ยอมแพ้หรอก แม่ดีใจมากนะที่มีคนใหม่ๆ มาช่วยกันบ้าง พอได้ยินผมก็ตระหนักถึงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง
พอระฆังหาเสียงดัง ผมคนหนึ่งละก็เอาแต่ว่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร แต่จริงๆแล้วสำหรับพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา แต่พี่น้องประชาชนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ พี่น้องที่อยากที่จะมีความหวัง ไม่ต้องมาลุ้นว่าเจ็บป่วยไปจะเอาอะไรมารักษา อยากวางแผนอนาคตให้ลูกให้หลาน อยากมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี
การเลือกตั้งครั้งนี้มันอยู่บนเส้นทางการต่อสู้ที่ยาวไกลกว่านั้น และในการต่อสู้อันยาวนานนั้น เราต่อสู้มาบนไหล่ของยักษ์ใจดี ยักษ์ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ยักษ์ที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ยักษ์ที่ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยักษ์ที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยักษ์ที่ชื่อ เศรษฐา ทวีสิน และยักษ์ที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร
หลายท่านไม่ได้มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้แต่ผมก็เชื่อว่าทุกท่านส่งกำลังใจมาให้ตลอด จะขอเสียงปรบมือดังๆ ให้ยักษ์ทุกๆ ท่านได้ยินเลยได้ไหมครับ ให้ดังไปถึงที่คุมขัง ให้ดังไปทั่วโลกเลย
ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอย่างไรก็ตาม ยักษ์ที่ตัวใหญ่ที่สุด ยักษ์ที่ใจดีที่สุด ที่คอยสนับสนุนและเป็นพลังให้เราตลอดมา ก็คือยักษ์อย่างคุณแม่กลุ่มนั้น และยักษ์อย่างพี่น้องประชาชนในวันนี้ ขอเสียงยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ไหมครับ
และในรอบนี้เราติดเขี้ยวเล็บข้อมูลให้ยักษ์ทั้งหลายสามารถแยกเขี้ยวไปเปิดศึกกับทุกสี ทุกวาทกรรม ไม่มีอีกแล้วครับพี่น้องที่เราจะเป็นอีเย็นให้เค้าด่าฝ่ายเดียว ไม่มีอีกแล้วที่ท่านจะต้องไปปกป้องพรรคอย่างเดียวดาย เราจะอยู่เคียงข้างท่านทุกย่างก้าว สีแดงจะไม่อยู่เดียวดาย และเลือกตั้งรอบนี้ยักษ์จะแยกเขี้ยวและส่งเสียงดังๆอีกครั้ง ว่ายักษ์ที่เรียกว่าประชาชนยังไม่ยอมแพ้ ว่ายักษ์ที่เรียกว่าประชาชนอยากมีชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ยักษ์จะมายกเครื่องประเทศไทยไปด้วยกัน และยักษ์จะส่งอาจารย์เชนไปเป็นนายกฯ ใช่ไหมครับ
ผมเชื่อแน่นอนว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องทุกคนจะออกมาช่วยกันยกเครื่องประเทศไทยไปด้วยกัน มาทำให้ประเทศไทยยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน พรรคเพื่อไทยทำได้ ยศชนันทำได้